พเนจร! “เฟอร์กี้” แข้งผู้สร้างชื่อเสียงให้สังกัดมาแล้วนับไม่ถ้วน

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องพเนจรไปมาหลายสโมสร จาก ควีนส์ปาร์ค ไปอยู่กับ เซนต์ จอห์นสโตน ก่อนจะมาได้เป็นนักเตะอาชีพเต็มตัวในตำแหน่งกองหน้า กับทีม ดันเฟิร์มลิง และช่วยให้ทีมทำผลงานได้ดี

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หลังจากที่ตระเวนค้าแข้งกับทีมนั้นทีมนี้อยู่นานและแล้วเขาก็ย้ายไปเล่นให้กับ เรนเจอร์ส ทีมโปรดในวัยเด็กของตนเอง

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

แต่จากความผิดหวังและกลายเป็นแพะรับบาปทำให้เรนเจอร์สเสียประตูในความพ่ายแพ้เกมสกอตติช คัพ รอบชิงชนะเลิศเมื่อปี 1969 ก็ทำให้ เฟอร์กี้ ตัดสินใจย้ายออกจากทีม ไปอยู่กับ ฟัลเคิร์ก แม้ว่าจะได้รับความสนใจจาก นอตติงแฮม ฟอเรสต์ แต่เขาก็ปฏิเสธไป เพราะภรรยาของเขา แคธีไม่อยากไปใช้ชีวิตในอังกฤษ และได้ชิมลางรับตำแหน่งโค้ชและผู้เล่นที่นั่นก่อนย้ายไป ไอร์ ยูไนเต็ด พร้อมกับปิดฉากแขวนสตั๊ด ในปี 1974

เซอร์อเล็กซ์ ได้เข้ามาคุมทีม แมนฯยู ตั้งแต่เดือน พ.ย.ปี 1986 หลังจากเคยคุมทีมในบ้านเกิดอย่าง อีสต์ สเตอร์ลิงเชียร์ และ เซนต์ เมียร์เรน ก่อนจะมาประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ อเบอร์ดีน รวมถึงเคยคุมทีมชาติสกอตแลนด์ในช่วงสั้นๆ

และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของเขา จนกลายเป็นผู้จัดการทีมที่คุม ยูไนเต็ด นานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร ทำลายสถิติของ เซอร์แมตต์ มัสบี ตำนานของสโมสร ในวันที่ 19 ธ.ค.ปี 2010 และยังยาวนานที่สุด ในบรรดาผู้จัดการทีมทุกคนในลีกอีกด้วย

แต่ช่วงแรก ทุกอย่างก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะ 4 ปีแรกของการคุมทีม เขายังไม่สามารถพาทีมสัมผัสแชมป์ใดๆ ได้เลย จนมีข่าวเกือบปลดจากตำแหน่งต้นปี 1990 ก่อนที่ เฟอร์กี้ จะสามารถนำทีม แมนฯยู ผงาดคว้าแชมป์ เอเอฟ คัพ ได้สำเร็จ ในปีนั้น และเป็นแชมป์แรกภายใต้การทำทีมของตนเองกับ ยูไนเต็ด อีกด้วย

พร้อมกันนี้ เฟอร์กี้ ยังได้รางวัลมากมายในการคุมทีม รวมถึงได้รางวัลผู้จัดการทีมแห่งปีมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ และในปี 2008 เขากลายเป็นผู้จัดการทีมสหราชอาณาจักรคนที่สามที่ได้แชมป์ยูโรเปียนคัพ มากกว่า 1 สมัย

นอกจากนี้ เขายังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้จัดการทีมชาวสหราชอาณาจักรที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์จากผลงานพาต้นสังกัดทั้งอดีตและปัจจุบันได้แชมป์รวมกัน 49 รายการ มันเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมเป็นอย่างมากกับผู้ชายคนนี้ จึงไม่แปลกเลยที่แฟนบอลและแข้งทั่วโลกให้การยอมรับความยิ่งใหญ่ของอดีตสุดยอดโค๊ชชาวดัตช์รายนี้

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอลสด ไฮไลท์ฟุตบอล โปรแกรมบอล ข่าวอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

เทสติอุ่นหัวใจ! เซอร์ เฟอร์กี้ อบรมลูกทีมในห้องแต่งตัวเกมเทสติโมเนียลคาร์ริค

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือบรมครูแห่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับเข้าห้องแต่งตัวอบรมลูกทีมอีกครั้งในเกมพิเศษและมหกรรมยิงมุขอำเละเทะก็เกิดขึ้นก่อนจบลงด้วยความประทับใจ

FIVE รายการโทรทัศน์ออนไลน์ของริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เผยภาพการอบรมผู้เล่นของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ระหว่างประชุมก่อนเกมในห้องแต่งตัวของยูไนเต็ดก่อนเกมเทสติโมเนียล แมตช์ ของ ไมเคิล คาร์ริค

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

เกมนี้มีบรรดาอดีตผู้เล่นในคาถาของท่านเซอร์กลับมาร่วมลงสนามในสีเสื้อปีศาจแดงมากมายในนามทีมปี 2008 อาทิ เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์, พาร์ค ชีซอง, ไรอัน กิ๊กส์, พาทริซ เอฟรา, เวส บราวน์ รวมถึงเฟอร์ดินานด์เองจึงทำให้บรรยากาศในห้องกลายเป็นการคืนสู่เหย้ากลาย ๆ และเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ

เซอร์อเล็กซ์: เวส วิ่งขึ้นลงริมเส้นนะ (ทั้งห้องหัวเราะ)
ฟาน เดอ ซาร์: ไม่มีพูดถึงโกลบ้างเหรอครับ? ไม่เหรอ? (ทั้งห้องหัวเราะ)
เซอร์อเล็กซ์: ฉันไม่พูดเรื่องโกล (ปีเตอร์)ชไมเคิลยังไม่พูดกับฉันเลยตั้งแต่ไปบอกว่ามันยังไม่เวิลด์คลาส
เซอร์อเล็กซ์: เซ็นเตอร์สองนะ เฟอร์ดินานด์, วิดิช นายเล่นมิดฟิลด์ไม่ได้อยู่แล้ว… ฉันเคยส่งมันลงเล่นทีนึง โดน(ร็อบบี้)ซาเวจบี้ยับเลย (ทั้งห้องหัวเราะ)
เฟอร์ดินานด์: วาซซา(รูนีย์) ตอนเราเล่นกลางคู่กันเกมเจอวูลฟส์เป็นไงนะ
รูนีย์: อะไร? เจอใครนะ? (ทั้งห้องหัวเราะ)
เซอร์อเล็กซ์: เหตุผลเดียวที่แกเล่นดีเพราะ (พอล)อินช์ตอนนั้น 39 เข้าไปแล้วไง
เซอร์อเล็กซ์: มากองกลางนะ ชี ซอง พาร์ค, เฟลทช์, ไมเคิล…ไรอัน(กิ๊กส์)… นายลงไปเดินเฉย ๆ ก็ได้นะ… โอ้ สโคลซี โทษทีสโคลซี(ทั้งห้องหัวเราะ)
เซอร์อเล็กซ์: กองหน้านะ… วาซซา… ก็วิ่งทำทางเข้านะ
เซอร์อเล็กซ์: แล้วก็นะ อย่าแพ้ อย่าได้แพ้เชียวนะเอ็ง เกมล่าสุดนั่นเสมอ 5-5 (เยือน เวสต์บรอม นัดสุดท้ายฤดูกาล 2012-13)ตอนนำ 5-2 ฉันนึกว่าเราจะชนะสักสิบลูก จากนั้น ริโอก็…ลูกากูเปลี่ยนตัวลงมายิงแฮตทริคใส่มัน เคยมีใครยิงแฮตทริคใส่แกไหม?
ริโอ: ไม่มีครับ
เซอร์อเล็กซ์: มันยิงแกไปแล้วน่ะ
ริโอ: ไม่ใช่สิ โรนัลโด้(บราซิล)เคยแล้ว ใช่ไหม?
แกรี เนวิลล์: นายไม่ได้ดูตอนเขาอยู่ QPR เหรอครับ? (ทั้งห้องหัวเราะ)
ริโอ: ผมช่วยมันเกมเวสต์บรอมนะเว่ย ตลอดเลยอะ!ผมซ้อนให้ตลอด…
เซอร์อเล็กซ์: คำชมที่ดีที่สุดที่ฉันจะให้พวกแกได้นอกจากการเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม พวกแกยังกลายมาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมด้วยพวกแกทำได้ดีจริง ๆ ทุกคนเลย ดีมาก มันไม่ใช่ของง่ายนะ!
มาเป็นนักฟุตบอลแล้ววันนึงก็เลิกไปเนี่ย…
เซอร์อเล็กซ์: ชี ซอง เรียนอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ริโอทำทีวีอยู่กับสโคลซี แกรีเป็นเจ้าของเมืองแมนเชสเตอร์แล้วแมนเชสเตอร์ทั้งเมืองเลย ซื้อซะเกลี้ยง เอ็ดวินบริหารอาแย็กซ์มหัศจรรย์เลย…
เซอร์อเล็กซ์: ก็นะ ไปวอร์มอัพกัน ใครมีอะไรจะพูดไหม? เอออันนี้น่าสนใจ กี่ครั้งที่ฉันถามพวกแกว่า ใครมีอะไรจะพูดไหม?ไม่เคยมีใครพูดอะไรสักอย่าง… ไม่เคยเลยฉันจะให้โอกาสพวกแกครั้งสุดท้าย
กิ๊กส์: ทุกทีเราหลับน่ะครับ (ทั้งห้องหัวเราะ)
เซอร์อเล็กซ์: แทงใจดำเลย… พาทริซ พูดอะไรหน่อยไหม?
เอฟรา: ไม่อะบอส
เซอร์อเล็กซ์: ไปวอร์มอัพกันดี ๆ เดี๋ยวกลับเข้ามาเจอกันใหม่ (ทั้งห้องปรบมือ)
เกมดังกล่าว แมนฯ ยูฯ ชุดปี 2008 เสมอกับทีมรวมดาราเพื่อนคาร์ริคไป 2-2

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอลสด ไฮไลท์ฟุตบอล โปรแกรมบอล ข่าวอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

แฮร์ ดรายเออร์! ซาฮา ย้อนเผยเหตุระทึกเจอ ไดร์เป่าผม จากปาก เซอร์ อเล็กซ์

หลุยส์ ซาฮา อดีตหัวหอก แมนฯ ยูไนเต็ด ย้อนอดีตความน่าสยดสยองของ แฮร์ ดรายเออร์ จากปาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โคตรกุนซือเลือดวิสกี้ ระบุตอนนั้นคิดว่า “เฟอร์กี้” จะฆ่าเขาให้ตายคาห้องแต่งตัวด้วยซ้ำเพราะไม่คิดว่าจะโกรธราวจะกินเลือดกินเนื้อกันขนาดนี้

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเขา กับตำนานผู้จัดการทีมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล่าถึงอดีตที่เคยเจอกับตนเอง แฮร์ ดรายเออร์ หรือ ไดร์เป่าผม ที่ลูกทีมของ “เฟอร์กี้” จะต้องได้ยินกันทุกคนอย่างแน่นอน

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

หลุยส์ ซาฮา อดีตกองหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเผยเหตุระทึกใจว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานกุนซือ “ปีศาจแดง” ใช้ แฮร์ ดรายเออร์ หรือไดร์เป่าผมเนื่องจากไม่พอใจผลงานของตน ในช่วงระหว่างพักครึ่งเกมพบเอฟเวอร์ตัน เมื่อฤดูกาล 2003-04

ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ ซัด 2 ประตูช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด นำ เอฟเวอร์ตัน 3-0 ในช่วงครึ่งแรกเกมที่กูดิสัน พาร์ค อย่างไรก็ตาม “เซอร์เฟอร์กี้” ดูเหมือนไม่ประทับใจกับฟอร์มของ ซาฮา และ รุด ฟานนิสเตลรอย คู่หูแดนหน้าของเขาเนื่องจากทั้งสองคนพลาดยิงประตูหลายครั้ง

หลังจากพักครึ่ง กเตะกลับไปยังห้องแต่งตัว เพียงแค่นั้น เฟอร์กูสันก็ระเบิดอารมณ์ราวกับจะฆ่าพวกเขาด้วยคำพูดที่รุนแรงสุดๆ และจากนั้นเกมครึ่งหลังเจ้าบ้านเล่นได้ดีกลับมาตีเสมอ 3-3 ก่อนที่ ฟานนิสเตลรอย จะซัดประตูชัยให้ทีมชนะ 4-3 โดย ซาฮา ย้อนความหลังว่า “ตอนนั้นเขาทำตัวราวกับจะฆ่าผมต่อหน้าทุกๆ คนมันเป็นเกมที่สองของผมกับสโมสร เราเล่นในสนามที่สุดพิเศษในกูดิสันพาร์ค”

“เราเล่นได้ดีผมยิง 2 ประตูและผมรู้สึกดีกับสถานการณ์ของผมแต่มันเป็นเรื่องชัยชนะด้านจิตใจสำหรับ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผมพลาดง่ายๆ 2 ครั้ง และผมคิดว่า รุด ฟาน นิสเตลรอย น่าจะพลาดง่ายๆ ครั้งหนึ่งด้วยเราน่าจะขึ้นนำ 6-0 นั่นทำให้เขาไม่พอใจผมมากๆ”

“เขาบอกว่าผมย้ายมาเล่นให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่ตอนนี้ฉะนั้นผมต้องพัฒนาฝีเท้า และผมไม่ควรพลาดโอกาสแบบนั้นผมแปลกใจจริงๆ เพราะตอนนั้นผมได้ยินสำเนียงสกอตติชผมไม่เข้าใจจริงๆ แต่ผมเข้าใจว่าเมื่อเราจบเกมด้วยสกอร์ 4-3 เพราะพวกกลับมาได้จากสปิริตแห่งกูดิสันพาร์ค” ซาฮา ระบุ

โดยก่อนที่ เซอร์ อเล็กซ์ จะผันตัวมาเป็นโค้ชและกลายเป็นตำนาน แฮร์ ดรายเออร์ อันน่าสะพรึงกลัวอย่างที่ทุกคนรู้จักหลังจากแขวนสตั๊ดท่านเซอร์นั้นเคยเปิดผับมาก่อนซึ่งป๋าแกได้เล่าให้ฟังว่า

“สมัยก่อนการเปิดผับคืออาชีพที่นิยมของนักเตะหลังเกษียณเพราะขอใบอนุญาตไม่ยาก แถมยังได้รับการสนับสนุนด้วยในฐานะเป็นอดีตนักเตะที่แฟนๆ รู้จักดี”

“แม้จะไม่อยากเปิด แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น”

ป๋าตั้งชื่อผับของตัวเองว่า เบิร์นส์ คอตเทจ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นเฟอร์กี้ส์ผับ ในเวลาต่อมา “ธุรกิจนี้ไปได้สวย ลูกค้าเนืองแน่นทุกสาขาอาชีพหลั่งไหลกันมาดื่มกิน มันทำรายได้อย่างงามแต่ปัญหาก็ตามมาไม่น้อย”

“ไม่ใช่เรื่องบริหารงานหรือเงินหรอกแต่เป็นเพราะเหตุวิวาทในผับนี่แหละ”

“แทบทุกวันจะต้องเจอคนเมาทะเลาะกันลำพังหาเรื่องด่าทอด้วยวาจาไม่เท่าไร แต่นี่มีแก้วปลิวว่อนอีกต่างหากซึ่งหลายครั้งก็ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเองด้วย”

“หนักสุดนี่ถึงขั้นซัดกันจนจมกองเลือด ตำรวจมาถึงแล้วยังไม่เลิกตอนนั้นขึ้นโรงพักให้ปากคำในฐานะเจ้าของผับเป็นว่าเล่น”

“สุดท้ายเมื่อทนไม่ไหวก็เลิกมันดีกว่า” เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กล่าว

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอลสด ไฮไลท์ฟุตบอล โปรแกรมบอล ข่าวอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กับเรื่องที่ต้องจำไว้ตลอดการว่านีคือ เฟอร์กี้

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สุดยอดกุนซือระดับโลกตลอดกาลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผู้ที่ซึ่งทำสิ่งที่แฟนบอลทั่วโลกต้องจดจำเขาไปตลอด

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือสุดยอดโค๊ชระดับตำนานของวงการฟุตบอลอดีตกุนซือจอมเข้มของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ต้องจาลึกความสุดยอดของเขาไว้เป็นสิ่งเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและจดจำว่า นี่คือ เฟอร์กี้

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

และนี่คือ 5 อย่างที่ต้องจดจำในการอำลาทีมของ เฟอร์กูสัน

1. เขาคือนาฬิกาปลุกสำหรับผู้ตัดสิน
เป็นภาพที่เรามักได้เห็นกันเป็นประจำ เมื่อถึงช่วงที่เวลาการแข่งขันใกล้จะสิ้นสุดลง เซอร์ อเล็ก ซ์ มักก้ม ๆ เงย ๆ จ้องมองนาฬิกาข้อมือของตัวเองอยู่เป็นระยะ ๆ หากทีมของเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบ ก็จะคอยเตือนทั้งผู้ตัดสินในสนามและผู้ตัดสินที่อยู่ข้างสนามว่าให้เป่านกหวีดหมดเวลาการแข่งขันได้แล้ว ในทางกลับกันหากเป็นฝ่ายเสียเปรียบแล้วระหว่างการแข่งขันมีจังหวะเป่าหยุดเกมหลายครั้งเขาก็จะบอกผู้ตัดสินให้ทดเวลาบาดเจ็บออกไปด้วยส่วนจะได้หรือไม่ได้นั้นก็เป็นเรื่องของดุลยพินิจของผู้ตัดสินแต่เขาจะพยายามทุกอย่างเพื่อให้ทีมมีโอกาสกลับสู่เกมจนกระทั่งวินาทีสุดท้ายให้ได้

2. เอกลักษณ์ประจำตัวของเขา
ใครที่ติดตามการถ่ายทอดเกมการแข่งขันทางทีวีเป็นประจำ น่าจะสังเกตเห็นเซอร์ อเล็กซ์เคี้ยวหมากฝรั่งอยู่ตลอดเวลาในขณะคุมทีมอยู่ข้างสนาม ไม่ว่ากล้องจะแพนจับมาที่เขาเมื่อไหร่ก็จะเห็นชายคนนี้เคี้ยวหมากฝรั่งเสมอจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไปซะแล้ว

3. ปล่อยวาทะเด็ด ๆ ออกมาอยู่เสมอ
ใคร ๆ ก็รู้ถึงฤทธิ์เด็ดวาจาของป๋ากันดีอยู่แล้วว่า ฟังแล้วบาดจิตบาดใจแค่ไหนหากได้มีปัญหาปะทะคารมเมื่อไหร่เป็นต้องเจอสวนกลับแน่ ทว่าในอีกมุมหนึ่งเขาเองก็มีคำพูดเจ๋ง ๆ อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เช่น เมื่อปี 1986 ที่เขาเข้ามารับหน้าที่คุมทีมใหม่ ๆ เขาบอกว่า “ผมจะเข้ามาสร้างความยิ่งใหญ่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด และสอยลิเวอร์พูลลงจากบังลังก์ให้ได้” หรือตอนที่เหน็บ เดนนิส ไวส์อดีตกองกลางของสโมสรเชลซีว่า “บ้านของเขา (เดนนิส)จะไม่มีถ้วยหรือเหรียญรางวัลประดับตกแต่งอยู่ที่บ้าน”

4. พลังของไดร์เป่าผม
แน่นอนว่าสิ่งที่ขึ้นชื่อลือชาของผู้จัดการรายนี้ที่ทุกคนต่างทราบกันเป็นอย่างดีว่า “พลังของไดร์เป่าผม” (The Hair-Dryer) จากเซอร์ อเล็กซ์ นั้นรุนแรงขนาดไหนไม่ว่าจะเป็นผู้เล่น-ผู้จัดการทีมของคู่แข่ง, กรรมการ, นักข่าว หรือกระทั่งลูกน้องของตัวเองต่างเจอพายุความเกรี้ยวกราดของเขาโหมกระหน่ำกันมาแล้วทั้งนั้น

5. มีปัญหาผิดใจกับคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง
ไม่รู้ว่าทำไมผู้จัดการทีมหน้าตาใจดี๊ ดี คนนี้ถึงได้มีศัตรู (ในวงการฟุตบอล) กับเขาไปทั่วถ้าในลีคเดียวกันที่ปะทะคารมใส่กันเป็นประจำก็เห็นจะมี อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล (หลัง ๆ ญาติดีกันแล้ว) และ ราฟาเอล เบนิเตซ ผู้จัดการทีมเชลซี(อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล) ที่มักมีประเด็นให้สาดน้ำลายใส่กันบ่อย ๆ รวมไปถึงผู้เล่นจากทีมอื่นๆ อีกมาก

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอลสด ไฮไลท์ฟุตบอล โปรแกรมบอล ข่าวอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

เรื่องไม่ลับ? เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เผยสิ่งที่โลกต้องรู้

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สุดยอดอดีดกุนซือ ปีศาจแดง โค้ชผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการฟุตบอล และเป็นคนที่โด่งดังที่สุดในโลก

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีดสุดยอดโค้ชของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับเรื่องราวที่ไม่ลับ ที่จะเผยต่อแฟนบอลทุกท่านที่ไม่เคยเผยต่อใครมาก่อน กับความลับที่ไม่ลับจากสุดยอดกุนซือระดับโลก

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

1. อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยทำงานเป็นตัวแทนของสหภาพแรงงานอู่ต่อเรือ Clyde ทำหน้าที่เจรจาต่อรองกับนายจ้าง นอกจากนั้นเขายังเคยเป็นเจ้าของผับชื่อ Fergie’s ในเมืองกลาสโกลว์ ประเทศสก็อตแลนด์ (เขาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นท่านเซอร์ในปี 1999 หลังจากพาทีมแมนยูฯ คว้าแชมป์ยูฟาแชมเปี้ยนลีกโดยเอาชนะบาเยิร์น มิวนิก 2 -1 และในปีนั้นทีมแมนยูฯได้แชมป์ถ้วยใหญ่ๆ ทั้ง 3 ถ้วย คือ พรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ และแชมเปี้ยนลีก)

2 เซอร์อเล็กซ์ มีความสนใจอยากรู้อยากเห็นเรื่องการลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคเนดี หรือ เจเอฟเค.มาก กอร์ดอน บราวน์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษส่งซีดีเกี่ยวกับการลอบสังหาร เจเอฟเค.จำนวนมากให้เฟอร์กูสัน เฟอร์กูสันให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเมื่อปี 2007 ว่าบราวน์ส่งซีดีให้เขา 35แผ่น เขาเก็บรายงานเกี่ยวกับการชันสูตรศพของ
เจเอฟเค.ไว้ที่ข้างเตียง รวมทั้งรายงาน warren report ซึ่งมีลายเซ็นของอดีตประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ดด้วย

3. เซอร์อเล็กซ์เคยให้เคนนี่ ดัลกลิช หนึ่งในนักเตะและผู้จัดการทีมที่เป็นตำนานของหงส์แดง ลิเวอร์พูล ติดรถเข้าไปในเมืองกลาสโกลว์ตอนที่เฟอร์กูสันเตะฟุตบอลอยู่กับสโมสรกลาสโกลว์เรนเจอร์ซึ่งเป็นสโมสรที่ดัลกลิชหวังว่าเขาจะได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะในสังกัดจึงเข้ามาที่ส
โมสรบ่อยๆ ดัลกลิชให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดี้ยนว่า เฟอร์กี้มีรถคันใหญ่และชวนให้เขาขึ้นรถเข้าไปในเมืองด้วยกัน ต่อมา ดัลกลิชถูกทีมสโมสรเซลติกส์ซึ่งเป็นคู่แข่งของเรนเจอร์ในเมืองกลาสโกลว์ดึงตัวไปเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก ซึ่งต้องคอยประกบอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

4.เซอร์อเล็กซ์เป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่ให้กับพรรคเลเบอร์และเป็นที่ปรึกษาในเรื่องการเป็นผู้นำของโทนี่ แบลร์ หัวหน้าพรรคเลเบอร์ซึ่งต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเขาเคยบอกกับอลัสแตร์ แคมพ์เบลล์ โฆษกประจำตัวโทนี แบลร์ ว่าให้หาหมอนวดไปประจำบนรถบัสที่แบลร์ใช้ตระเวนหาเสียงเพื่อนวดให้แบลร์ เฟอร์กูสันยอมรับภายหลังว่า ไอเดียเรื่องนี้ไม่ค่อยเข้าท่านัก
คำแนะนำที่ดีกว่านี้ที่เขาให้กับแบลร์คือถ้าสามารถทำให้คนเก่งๆ ซึ่งเป็นคีย์แมนในเรื่องต่างๆ มาอยู่ในห้องเดียวกันพร้อมๆ กันได้นั่นแหละคือผู้นำที่แน่จริงๆ

5.เฟอร์กี้ไม่ใช่ผู้จัดการทีมที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดเฟอร์กูสันเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นเวลา 26 ปีครึ่งผู้จัดการทีมฟุตบอลที่ทำหน้าที่นานที่สุดในลีกของยุโรปคือ Guy Roux ซึ่งเป็นผู้จัดการทีม Auxerre ของฝรั่งเศสนานถึง 44 ปี นอกจากนั้นเฟอร์กูสันยังไม่ใช่ผู้จัดการทีมที่เป็นคนสก็อตแลนด์ที่ทำหน้าที่นานที่สุดอีกด้วยคนที่อยู่นานที่สุดคือ Wille Maley ผู้จัดการทีมเซลติกส์ที่ทำหน้าที่ระหว่างปี 1897-1940 นานถึง 43 ปี

6.เฟอร์กี้เกิดและโตมาในย่านคนจนของเมืองกลาสโกลว์ในวัยเด็กไม่ค่อยมีของเล่นอะไร นอกจากเตะฟุตบอลชกต่อยกันและกระโดดข้ามเขื่อนกันคลื่น เฟอร์กี้บอกว่าเขาและเพื่อนเที่ยวไปท้าเด็กๆ วัยเดียวกันในละแวกบ้านให้กระโจนข้ามเขื่อนแข่งกันเพราะว่าการกระโจนข้ามเขื่อนมีอันตรายมาก แต่ที่เขาทำเช่นนั้นเพราะตอนนั้นยังเด็กและเด็กไม่รู้สึกกล้วเรื่องอะไรเลย

7.Fergie time นาน 79 วินาที เป็นความเชื่อในหมู่แฟนฟุตบอลทีมอื่นๆ ว่าถ้าแมนยูฯ ยังตามหลังอยู่ เมื่อครบ 90นาทีแล้วผู้ตัดสินจะทดเวลาบาดเจ็บให้นานกว่าปกติเพื่อให้แมนยูฯ ตีเสมอหรือยิงประตูเอาชนะคู่แข่ง ปีที่แล้ว บีบีซี.ทำการวิเคราะห์ Fergie time พบว่าแมนยูฯ ไม่ใช่ทีมเดียวที่จะได้ทดเวลาบาดเจ็บนานขึ้นหากกำลังตามหลังคู่แข่งอยู่ทีมอื่นๆ ก็ได้เหมือนกัน แต่แมนยูฯ มักจะได้ทดเวลามากกว่าทีมอื่นๆ ถ้าแมนยูฯ ถูกนำ เกมนั้นจะมีการทดเวลานานกว่าปกติ 79 วินาที ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของแมนยูฯ ในศึกชิงถ้วยสโมสรยุโรป หรือ ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก
เมื่อปี 1999 เกิดขึ้นในช่วงเฟอร์กี้ไทม์ เมื่อแมนยูฯ ตามหลังบาเยิร์นมิวนิก อยู่ 0-1 ตั้งแต่นาทีที่ 6 จนถึงช่วงทดเวลา เทดดี้ เชอริ่งแฮม และโอเล กุนาร์ โซลจาร์ ยิงสองประตูติดต่อกัน ในนาที่ที่ 90 : 36 และ 92 : 17 พลิกเอาชนะบาเยิร์น มิวนิกไปได้อย่างเหลือเชื่อ

8.Alec หรือ Alex คนในวงการฟุตบอลเรียกเขาว่า Sir Alec โดยทึกทักเอาจากการที่เขาเป็นคนสก็อตแลนด์ จึงน่าจะออกเสียงว่า Alec ซึ่งสั้นกว่า Alex แต่คนสก็อตเอง มีทั้งที่เรียก Alec และ Alex มากพอๆ กัน ทั้ง Alec และ Alex ต่างเป็นชื่อยอดนิยมในอังกฤษ และสก็อตแลนด์

9.hairdryer treatment และ squeaky bum time ทั้งสองคำนี้ เป็นศัพท์บัญญัติที่เกิดขึ้นจากเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คำว่า hairdryer treatment หรือไดร์เป่าผมของเซอร์อเล็กซ์
มีที่มาจากอากัปกิริยาของเซอร์อเล็กซ์ยามที่โมโหโกรธาเพราะลูกทีมเล่นไม่ได้ดังใจ เขาจะยืนประชิดหน้าแทบจะชนผู้เล่นที่ถูกเรียกมาเฉ่งอารมณ์คำก่นด่าและเสียงคำรามที่ออกมาถูกนำไปเปรียบเทียบกับความร้อนแรงและเสียงครางของเครื่องเป่าผม ว่ากันว่าคนที่ใช้คำว่า hairdryer เป็นคนแรกคือลี ชาร์ป ผู้เล่นในตำแหน่งปีกในอดีตของทีมผีแดง ซึ่งมักจะมีพฤติกรรมนอกลู่นอกทางเสมอ เดวิด เบ็กแฮม บอกว่า ความกลัวที่จะต้องเจอกับไดร์เป่าผมของท่านเซอร์
เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทุกคนดเล่นกันได้ดี

ส่วนคำว่า squeaky bum time หมายถึง ช่วงโค้งสุดท้ายของการแข่งขันซึ่งต้องลุ้นกันแบบนั่งไม่ติด เซอร์อเล็กซ์ เป็นเจ้าของวลีนี้ที่พูดออกมาในช่วงท้ายฤดูการแข่งขัน 2002/2003 ที่แมนยูฯ กำลังแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกกับอาร์เซนอลอย่างสูสี อาร์แซน แวงเกอร์ ผู้จัดการทีมอาร์เซนอลให้สัมภาษณ์ว่า อาร์เซนอลจะคว้า 3 แชมป์ในปีนั้นเมื่อถึงช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูการแข่งขันเซอร์เล็กซ์จึงให้สัมภาษณ์ว่าอาร์เซนอลคงต้องลุ้นกันหนักผุดลุกผุดนั่งอยู่ข้างสนาม ( It’s a squeaky bum time)

คำนี้ถูกบรรจุไว้ใน Collins English Dictionary เป็นครั้งแรกในปี 2005 โดยมีความหมายว่าการแข่งขันฟุตบอลลีกในช่วงสุดท้ายที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ในขณะที่ Wikipedia อธิบายว่า เป็นอาการลุกลี้ลุกลนผุดลุกผุดนั่งบนเก้าอี้ขณะที่กำลังชมการแข่งขันกีฬาที่น่าตื่นเต้น

10.คฤหาสน์ ชื่อ Fair field เฟอร์กูสันมีบ้านพักเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ ที่ Wilmslow ซึ่งเป็นเมืองทางตอนใต้ของแมนเชสเตอร์ ที่เป็นย่านที่พักอาศัยของคนรวยโดยตั้งชื่อคฤหาสน์ว่า Fair Field ตามชื่ออู่ต่อเรือที่พ่อของเขาเคยทำงานอยู่

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอลสด ไฮไลท์ฟุตบอล โปรแกรมบอล ข่าวอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

สิ่งที่แฟนผีแดงต้องจดจำกับการอำลาทีมของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

ในสัปดาห์ที่แล้วเราคุยเรื่องวาทะเด็ดๆ และความหัวร้อนของท่านเซอร์กันไปแล้ว ในสัปดาห์นี้ มาติดตามเรื่องราวของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กันต่อว่าจะมีเรื่องอะไรบ้าง

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตสุดยอดกุนซือระดับโลกของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ผู้ที่ปฏิวัติวงการฟุตบอลของ ปีศาจแดง ให้ยิ่งใหญ่จนถึงทุกวันนี้

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

“คุณไม่มีวันพาทีมคว้าแชมป์อะไรได้ ด้วยฝีเท้าของเด็ก ๆ พวกนี้” วลีเด็ดยอดฮิตที่ อลัน แฮนเซ่น หลุดปากพูดออกมาดูถูกทีมชุดยุค 90 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ฤดูกาล 1995-1996) ที่ทำให้เจ้าตัวต้องหน้าแหก หงายเงิบไปเลย เพราะหลังจากนั้นทีมเด็ก ๆ ชุดนี้ (ประกอบไปด้วย ไรอัน กิ๊กส์, นิกกี้ บัตต์, เดวิด เบ็คแฮม, แกรี่ เนวิลล์, ฟิล เนวิลล์ และพอล สโคลส์) ก็จัดการพาทีมเถลิงแชมป์พรีเมียร์ลีคได้สำเร็จ และก่อนที่เขาจะประกาศวางมือในฤดูกาลนี้เจ้าตัวก็ดึงตัวคว้าผู้เล่นดาวรุ่งเข้ามาในทีมมากมายเพื่อวางอนาคตให้กับทีมเอาไว้แล้ว

การดูแลที่ยอดเยี่ยมตอบแทนด้วยความภักดี
ถึงแม้ภายนอกของเซอร์ อเล็กซ์ อาจดูเข้มงวดกับผู้เล่นของตัวเองแต่เวลาที่นักเตะต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันหรือปัญหาต่าง ๆ เขาคือ “พ่อ” ที่พร้อมจะออกมากางแขนปกป้องลูกทีมของเขาเสมอและบรรดานักเตะต่างก็ซาบซึ่งในบุญคุณของเขาเป็นอย่างดีจนมอบความภักดี ประกาศตัวขอเป็นเด็กผีจนวันตายตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันก็คือ ไรอัน กิ๊กส์ และ พอล สโคลส์ สองนักเตะรุ่นเก๋าที่ยังคงใส่เสื้อตราสโมสรปีศาจแดงอยู่จนกระทั่งวันนี้(แต่พอล สโคลส์ น่าจะอำลาทีมแน่นอนแล้วหลังจบฤดูกาล) ดังนั้นคงไม่ต้องอธิบายว่าทำไมนักเตะหลาย ๆ คน ถึงพร้อมเล่นถวายหัวตราบใดที่มีชายชื่อเซอร์ อเล็กซ์ เฟอกูสัน กุมบังเหียนอยู่

เฉลิมฉลองอย่างสุดเหวี่ยง
ไม่เพียงแต่เวลาฉุนเฉียวที่เขามักแสดงอารมณ์ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนเท่านั้น แต่เวลาที่ทีมได้ประตูหรือเป็นฝ่ายกำชัยชนะหลังสิ้นเสียงนกหวีดนายใหญ่คนนี้จะกระโดดโลดเต้น ดีใจเหมือนเด็ก ๆ ไม่มีผิดเรียกว่าดีใจจนลืมอายุไปเลยทีเดียว

ปลุกปั้นนักเตะจนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์
นักเตะที่มีพรสวรรค์ แต่หากขาดการขัดเกลาที่ดีจากผู้จัดการทีมก็อาจเป็นเพียงแค่เพชรที่อยู่ในโคลนตมเท่านั้น ซึ่งเซอร์ อเล็กซ์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมานักต่อนักแล้วว่าเขาเชี่ยวชาญในการปั้นนักเตะขนาดไหน เช่น คันโตน่าหรือโรนัลโด้รวมไปถึงสายตาอันเฉียบคมในการดึงตัวนักเตะฝีเท้าดีมาร่วมทีมด้วยอย่างล่าสุดก็ ฟาน เพอซี่ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว นักเตะหมายเลข 20 คนนี้ก็พาทีมเถลิงแชม์ได้ในที่สุด

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอลสด ไฮไลท์ฟุตบอล โปรแกรมบอล ข่าวอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เล่าถึงความสำเร็จในการคว้าถ้วย แชมเปี้ยส์ลีก เมื่อปี 1999

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เผย เทคนิคที่เขาเปลี่ยนแปลงและทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าถ้วย แชมเปี้ยนส์ลีก ในปี 1999

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ความสำเร็จในประวัติศาสตร์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลที่ได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

ตำนานโค้ชชาว สกอตแลนด์ เซอร์ อเล็กซ์ เดินเข้าสู่สนามกับเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ปีศาจแดง พบกับ บาเยิร์น มิวนิค โดยขาดผู้เล่นคนสำคัญไปถึงสองคน รอย คีน และ พอล สโคลส์ ทั้งคู่พลาดแมตช์สำคัญในนัดนี้เนื่องจากถูกแบน และ เฟอร์กูสัน จึงถูกบังคับที่จะต้องพึ่งพาความสามารถของของเทคนิคของตัวเองเพื่อให้ทีมเขาได้รับชัยชนะและรับถ้วยรางวัล แต่เริ่มต้นได้ไม่ดีนักใน บาร์เซโลนา เมื่อ บาเยิร์น ขึ้นนำก่อน โดย มาริโอ้ บาสเลอร์ ซัดฟรีคิกเข้าประตูไปในเวลาเพียงแค่หกนาที ที่ แคมป์นู บาเยิร์น พลาดในการทำประตูเพิ่มเพื่อจะทิ้งห่าง

พวกเขาเดินหน้าต่อไปเพื่อทำทริปเปิ้ลแชมป์ ของตัวเองในฤดูกาลนั้นแต่ดูเหมือนว่าจะเอาถ้วยกลับไปที่ บาวาเรีย ได้ อย่างไรก็ตามมันถูกหยุดด้วยตัวสำรองสองคนที่ลงสู่สนาม เท็ดดี้ เชอร์ริงแฮม และ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ซัดไปคนละหนึ่งประตูและได้รับชัยชนะตามลำดับ

ดูเหมือนว่าการส่งตัวกองหน้าทั้งสองคนลงไปเป็นเหมือนกับไพ่ตายสุดท้าย โดยผู้ชายที่หมดกำลังจะเข้าตาจนในการทำประตูก่อนที่จะแพ้ในรอบสุดท้าย แต่ตามที่ เฟอร์กูสัน ได้พูดกับ ยูฟ่า ว่าเขามองเทคนิคของ บาเยิร์น ออกแล้วและกำลังรอที่จะใช้ประโยชน์จากมัน และเขาก็ได้ทำมัน

“ในรอบชิงชนะเลิศปี 1999 ที่ได้พบกับ บาเยิร์น พวกเราทำได้ดีมากในด้านของการจัดการกับ บาเยิร์นเพราะเกมของพวกเขาส่วนใหญ่จะอยู่ที่ อเล็กซานเดอร์ ซิคเลอร์ และ บาสเลอร์ เมื่อพวกเขาไม่มีบทบาทในเกม เกมก็จะเป็นของเรา” เฟอร์กูสัน กล่าว

“เมื่อแดนกลางของพวกเขาแน่นขึ้นแต่มันก็ช่วยให้ผมเล่นแผนหน้าสามได้พวกเราโชคดีที่ได้ประตูแรกแต่จากช่วงเวลานั้นเป็นต้นมาผมก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเรากำลังจะได้รับชัยชนะเพราะ บาเยิร์น มีอาการสิ้นหวังผลกระทบจากการทำประตูทำให้พวกเขาเล่นได้แย่ลงจริงๆ”

“เรามีเป้าหมายมากมายในช่วงเวลาสุดท้ายของผมนั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” เซอร์ อเล็กซ์ วัย 75 ปีได้กล่าวไว้

“ถ้าคุณตามอยู่ 1-0 หรือ 2-0 ไม่มีเป้าหมายที่จะดูเกมต่อไปและพูดว่าดีเราเล่นได้ดี คุณอาจจะหมายถึงการพนันด้วยชีวิตของคุณอยู่เสมอเพราะมันคุ้มค่า”

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอลสด ไฮไลท์ฟุตบอล โปรแกรมบอล ข่าวอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

จำขึ้นใจ! สิ่งที่แฟนผีแดงต้องจดจำกับการอำลาทีมของ ‘อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน’

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตสุดยอดโค๊ชของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชายผู้ที่ทำให้แฟนบอลทั่วโลกต้องรู้จักเขา และต้องจดจำทุกเหตุการณ์ที่เขาได้สร้างไว้

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานกุนซือ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับเรื่องที่เขาคือนาฬิกาปลุกสำหรับผู้ตัดสิน กันไปแล้ว ในสัปดาห์นี้ มาติดตามเรื่องราวของ เฟอร์กูสัน กันต่อว่าจะมีเรื่องอะไรบ้าง

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

ปล่อยวาทะเด็ด ๆ ออกมาอยู่เสมอ
ใคร ๆ ก็รู้ถึงฤทธิ์เด็ดวาจาของป๋ากันดีอยู่แล้วว่าฟังแล้วบาดจิตบาดใจแค่ไหนหากได้มีปัญหาปะทะคารมเมื่อไหร่เป็นต้องเจอสวนกลับแน่ทว่าในอีกมุมหนึ่งเขาเองก็มีคำพูดเจ๋ง ๆ อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เช่น เมื่อปี 1986 ที่เขาเข้ามารับหน้าที่คุมทีมใหม่ ๆ เขาบอกว่า “ผมจะเข้ามาสร้างความยิ่งใหญ่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดและสอยลิเวอร์พูลลงจากบังลังก์ให้ได้” หรือตอนที่เหน็บ เดนนิส ไวส์ อดีตกองกลางของสโมสรเชลซีว่า “บ้านของเขา (เดนนิส)จะไม่มีถ้วยหรือเหรียญรางวัลประดับตกแต่งอยู่ที่บ้าน”

พลังของไดร์เป่าผม
แน่นอนว่าสิ่งที่ขึ้นชื่อลือชาของผู้จัดการรายนี้ที่ทุกคนต่างทราบกันเป็นอย่างดีว่า “พลังของไดร์เป่าผม” (The Hair-Dryer) จากเซอร์ อเล็กซ์นั้นรุนแรงขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่น-ผู้จัดการทีมของคู่แข่ง, กรรมการ, นักข่าว หรือกระทั่งลูกน้องของตัวเองต่างเจอพายุความเกรี้ยวกราดของเขาโหมกระหน่ำกันมาแล้วทั้งนั้น เซอร์ อเล็กซ์ เคยกล่าวไว้ว่า “ผมเป็นคนเปิดเผยและมีอารมณ์ร่วมกับเกมการแข่งขันอยู่เสมอถึงแม้บางครั้งอาจดูโมโหรุนแรงไปบ้าง แต่ผมไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร”

มีปัญหาผิดใจกับคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง
ไม่รู้ว่าทำไมผู้จัดการทีมหน้าตาใจดี๊ ดี คนนี้ถึงได้มีศัตรู(ในวงการฟุตบอล) กับเขาไปทั่ว
ถ้าในลีคเดียวกันที่ปะทะคารมใส่กันเป็นประจำก็เห็นจะมี อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล (หลัง ๆ ญาติดีกันแล้ว) และ ราฟาเอล เบนิเตซ ผู้จัดการทีมเชลซี (อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล)ที่มักมีประเด็นให้สาดน้ำลายใส่กันบ่อย ๆ รวมไปถึงผู้เล่นจากทีมอื่น ๆ อีกมาก

ที่สำคัญ…กระทั่งนักเตะในสังกัดของตัวเองก็ไม่เว้นเช่นกัน เช่น กรณีที่เป็นเรื่องอื้อฉาวตอนที่เขาเตะรองเท้าสตั๊ดไปโดนหางคิ้ว เดวิด เบ็คแฮม ซึ่งขณะนั้นยังเล่นให้กับทีมอยู่โดยภายหลังเขาออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ หรือกรณีที่ ยาป สตัม อดีตกองหลังปราการสำคัญของทีมที่เคยนำเรื่องราวตอนที่มีปัญหากับตัวเขาในสนามซ้อมไปแฉในพ็อกเก็ตบุ๊ก
จนวันหนึ่งเซอร์ อเล็กซ์ เดินตามเข้าไปในรถแล้วบอกเขาว่าต้องไปจากทีมได้แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน ยาป สตัม ก็ถูกขายให้กับสโมสรลาซิโอ

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอล ไฮไลท์ฟุตบอล นักฟุตบอลคนอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

ป๋า ยูไนเต็ด! อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอดโค๊ชตำนานแห่ง โอล แทรฟฟอร์ด

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผู้สร้างประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอล เป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลสหราชอาณาจักร โดยคว้าแชมป์มาครองได้เกือบ 40 รายการ
รวมถึงพรีเมียร์ ลีก 13 สมัยด้วย ตลอดช่วงการคุมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของเขา

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

เขาก้าวเข้ามายังโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 1986 ก่อนที่จะประกาศวางมือไปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2012/13 ที่ผ่านมาเขาเคยค้าแข้งมาก่อนที่สกอตแลนด์ โดยเล่นให้กับ
ควีนส์ พาร์ค, เซนต์ จอห์นสโตน, ดันเฟิร์มลิน, กลาสโกว์ เรนเจอร์ส, ฟัลเคิร์ก และ อายร์ ยูไนเต็ด แต่ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จที่สุดในวงการฟุตบอลของ เซอร์ อเล็กซ์ นั้นยังมาไม่ถึง

หลังจากที่แขวนสตั๊ด เขาก็ไปรับงานโค้ชโดยเริ่มต้นอาชีพผู้จัดการทีมที่อีสต์ สเตอร์ลิงเชียร์, เซนต์ เมียร์เรน จากนั้นก็เป็นอเบอร์ดีน ซึ่งที่นี่เขาได้รับการยอมรับเป็นโค้ชระดับท็อป
เขาพาทีมปาดหน้า 2 ยอดทีมจากกลาสโกว์คว้าแชมป์ในประเทศสก็อตแลนด์ โดยเป็น
แชมป์ลีก 3 สมัย, สก็อตติช คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ และยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ
อีกอย่างละสมัย

หลังจากที่ รอน แอตกินสัน ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ในปี 1986 เฟอร์กูสันก็ได้เข้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้ต่อในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ทันที

ในตอนที่เขาเข้ามาคุมทีมเขาได้รับทีมชุดที่กำลังจะหมดศรัทธาจากแฟนบอล เนื่องจากหล่น
อยู่ถึงอันดับที่ 4 จากท้ายตารางดิวิชั่น 1 หน้าที่แรกของเขาจึงต้องเป็นการพาทีมหนีการตกชั้นให้ได้และแม้ว่าจะไม่ได้เสริมทีมใดๆ เลยในช่วงเปิดตลาดแต่เขาก็ยังพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบอันดับที่ 11 ได้

ถึงตรงนั้นทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเฟอร์กูสันกำลังเจอกับงานที่ยากไม่ใช่เล่นที่จะพา
สโมสรกลับมาครองความยิ่งใหญ่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นทีมที่เล่นได้อย่างสนุกตื่นเต้น
แต่ก็ยังไม่มีความสำเร็จใดๆ เป็นชิ้นเป็นอัน ในฤดูกาลที่ 2 ทีมปีศาจแดงจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ดีขึ้นโดยเป็นอันดับ 2 ตามหลังลิเวอร์พูลแต่การจบอันดับสูงขนาดนั้นก็ตามมาด้วยความคาดหวังที่สูงและจุดเปลี่ยนก็มาถึงในฤดูกาล 1989/90

ในเอฟเอ คัพ ฤดูกาลนั้น ทีมปีศาจแดงถูกจับฉลากให้ต้องออกไปเยือนทุกๆ รอบ
และแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ก็คว้าแชมป์รายการแรกในยุคของเฟอร์กูสันมาครองได้สำเร็จ
ลีมาร์ติน ยิงประตูโทนในนัดชิงชนะเลิศ นัดรีเพลย์ เอาชนะคริสตัล พาเลซ คว้าแชมป์ไปครอง

และเมื่อได้ถ้วยแรก แชมป์อื่นก็ตามมาอย่างไม่ขาดสายฤดูกาลต่อมาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ ไปครองได้อีกที่ร็อตเตอร์ดัม เป็นการเอาชนะบาร์เซโลน่า 2-1 ต้องขอบคุณประตูจาก มาร์ค ฮิวจ์ส จากนั้นในฤดูกาล 1991/92 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ได้แชมป์ลีก คัพ มาประดับบารมีเพิ่มอีก

ยังเหลืออีกถ้วยหนึ่งที่เหมือนเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์สำหรับแฟนๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นก็คือแชมป์ลีกที่พวกเขารอคอยกันมา 26 ปี โดยต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของลิเวอร์พูลมาโดยตลอด

และในฤดูกาล 1992/93 การรอคอยอันยาวนานก็สิ้นสุดลงทีมปีศาจแดงสามารถคว้า
แชมป์ลีกมาครองได้สำเร็จโดยได้รับอิทธิพลจากการย้ายเข้ามาด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์ของ
เอริค คันโตน่า เบียดแอสตัน วิลล่า คว้าอันดับที่ 1 ไปครองจนได้

จากนั้นความสำเร็จก็หลั่งไหลเข้ามา ฤดูกาล 1993/94 ทีมสามารถทำดับเบิ้ลแชมป์ได้
จากนั้นก็มาทำซ้ำได้อีกในฤดูกาล 1995/96 (จากฝีเท้าของพวกเด็กๆ) และก็คว้า
แชมป์ลีกเพิ่มได้ในปี 1997 ถึงตรงนี้เป็นอันว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ผงาดขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่แทนที่ลิเวอร์พูลไปเรียบร้อยแล้ว

ผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ เซอร์ อเล็กซ์ เกิดขึ้นในฤดูกาล 1998/99 โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยมีทีมไหนที่คว้าแชมป์ทั้งพรีเมียร์ ลีก, เอฟเอ คัพ และยูโรเปี้ยน คัพ ได้มาก่อนเลยที่น่าจดจำก็คือค่ำคืนที่บาร์เซโลน่า เขาตัดสินใจส่งตัวสำรองอย่าง เท็ดดี้ เชอริงแฮม และ
โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ลงสนาม หลังจากนั้นทุกอย่างก็คือประวัติศาสตร์ทั้งคู่ช่วยกันยิงประตูให้ทีมพลิกกลับมาคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ เป็นการเติมเต็มการคว้า 3 แชมป์โดยสมบูรณ์

เฟอร์กูสันได้รับยศอัศวินหลังจากความสำเร็จครั้งนั้นและบางคนก็เริ่มมองแล้วว่าเขากำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งโดยเชื่อว่าความท้าทายของเขาได้หมดลงไปเรียบร้อยแล้วแต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย ในฤดูกาลต่อมาคือ 1999/2000 เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีก และมาในฤดูกาล 2000/01 ก็ทำได้อีกทำให้ทีมเป็นแชมป์ 3 สมัยติด แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 8 ของเขามาถึงในฤดูกาล 2002/03 ส่วนแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 5 ก็ต้องรอในปีต่อมาเมื่อไปคว้าชัยถึงคาร์ดิฟฟ์ด้วยการเอาชนะมิลล์วอลล์ในนัดชิงชนะเลิศ

ถึงตรงนี้ทีมปีศาจแดงก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายทีมชุดใหม่หลังจากหมดยุคนักเตะที่เขาสร้างมากับมือในฤดูกาล 1995/96 เขาเริ่มคว้าตัวนักเตะอย่าง เวย์น รูนี่ย์ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้
เข้ามาเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคใหม่

ทีมชุดใหม่นี้เริ่มต้นด้วยการคว้าแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ 2005/06 จากนั้นก็ได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 9 ในฤดูกาล 2006/07 ในเดือนพฤษภาคม 2007 เซอร์ อเล็กซ์ ได้คว้าเอานักเตะ
ใหม่ 3 คนเข้ามาสู่ทีมคือ แอนเดอร์สัน, หลุยส์ นานี่ และ โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ นั่นทำให้ทีม
ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก และก็สามารถป้องกันแชมป์พรีเมียร์ ลีกได้ในฤดูกาล 2007/08
แถมยังสุดยอดไปกว่านั้นด้วยการคว้าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่ 2 สำหรับตัวเขาเอง โดยนักเตะใหม่ทั้ง 3 คนดังกล่าวสามารถยิงเข้าประตูในช่วงดวลจุดโทษที่เอาชนะเชลซีไปได้ในนัดชิงชนะเลิศ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังประสบความสำเร็จต่อเนื่องด้วยการคว้าแชมป์สโมสรโลกที่ญี่ปุ่นใ
นเดือนธันวาคม 2008 จากนั้นทีมปีศาจแดงก็คว้าแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ ได้ในเดือนมีนาคม 2009 โดยเอาชนะท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ไปด้วยการดวลลูกจุดโทษในรอบชิงชนะเลิศ

วันที่ 16 พฤษภาคม 2009 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ให้ลุล่วงจนได้ หลังจากที่ เซอร์ อเล็กซ์ ก้าวเข้ามาในปี 1986 เขาตั้งใจจะทาบสถิติแชมป์ลีกสูงสุด 18 สมัยของลิเวอร์พูล และก็มาทำได้สำเร็จในฤดูกาล 2008/09 โดยถือเป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 11 ของ เซอร์ อเล็กซ์ จากการคุมทีมทั้งหมด 17 ฤดูกาลด้วย ถือเป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ

และมันก็ยิ่งดีไปกว่านั้นในอีก 2 ปีต่อมา โดยคว้าแชมป์ลีกเหนือเชลซี โดยก่อนหน้านั้นใน
ปี 2010 พวกเขาทำได้เพียงแค่แชมป์รายการเดียวคือคาร์ลิ่ง คัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
กลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ได้ด้วยลูกจุดโทษที่รูนี่ย์ ซัดใส่แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และทีมปีศาจแดงก็แซงหน้าสถิติแชมป์ลีกสูงสุดของลิเวอร์พูลได้สำเร็จ

ในวันสุดท้ายของฤดูกาล 2011/12 ถือเป็นอะไรที่ทำร้ายจิตใจแฟนๆ มาก เมื่อ
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาคว้าแชมป์ลีกเหนือทีมปีศาจแดงได้ในวินาทีสุดท้ายของฤดูกาลจริงๆ
แต่ความผิดหวังนั้นก็ได้มลายหายไปในฤดูกาล 2012/13 ซึ่งถือเป็นฤดูกาลสุดท้ายสำหรับ
ป๋า เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 20 ไปครองในขณะที่ยังเหลือเกมให้ลงเล่นอีก 4 เกม

เฟอร์กี้ ยังคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับสโมสรอยู่ถึงแม้ว่าจะก้าวลงจากตำแหน่งผู้จัดการทีม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแล้ว เขาได้รับตำแหน่งเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหาร และก็ยังเป็น
ฑูตสโมสรอีกด้วย

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอล ไฮไลท์ฟุตบอล นักฟุตบอลคนอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้สร้างประวัติศาสตร์กับการเป็นผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตสุดยอดผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มายาวนานที่สุดและนำทีมเป็นแชมป์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสโมสร

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ เซอร์อเล็กซานเดอร์ “อเล็กซ์” แชปแมน เฟอร์กูสัน (อังกฤษ: Sir
Alexander “Alex” Chapman Ferguson) เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 1941
ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ อดีตเคยเป็นผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอล
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มายาวนานที่สุดและนำทีมเป็นแชมป์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสโมสร

เฟอร์กูสันเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อจากรอน แอตกินสัน เมื่อ 6 พฤศจิกายน 1986 ในตอนที่เขาเข้ามาคุมทีม เขาได้รับทีมชุดที่กำลังจะหมดศรัทธาจากแฟนบอลเนื่องจากหล่นอยู่ถึงอันดับที่ 4 จากท้ายตารางดิวิชั่น 1 หน้าที่แรกของเขาจึงต้องเป็นการพาทีมหนีการตกชั้นให้ได้และแม้ว่าจะไม่ได้เสริมทีมใดๆ เลยในช่วงเปิดตลาด
แต่เขาก็ยังพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบอันดับที่ 11 ได้

ในฤดูกาลที่ 2 ทีมปีศาจแดงจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ดีขึ้น โดยเป็นอันดับ 2 ตามหลังลิเวอร์พูล
แต่การจบอันดับสูงขนาดนั้นก็ตามมาด้วยความคาดหวังที่สูงและจุดเปลี่ยนก็มาถึงในฤดูกาล 1989/90 เฟอร์กูสันพาทีมชนะเลิศเอฟเอคัพ เมื่อปี 1990 เป็นรายการแรกและหลังจากนั้นก็ชนะเลิศอีก 4 สมัย (รวมเป็น 5 สมัย)

รวมทั้งการชนะเลิศ เอฟเอ พรีเมียร์ลีก 13 สมัย และชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 สมัย โดยเมื่อปี 1999 ถือเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ เซอร์ อเล็กซ์ ในฤดูกาล 1998/99 โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยมีทีมไหนที่คว้าแชมป์ทั้งพรีเมียร์ ลีก, เอฟเอ คัพ และยูโรเปี้ยน คัพ ได้มาก่อนเลย ที่น่าจดจำก็คือค่ำคืนที่บาร์เซโลน่า เขาตัดสินใจส่งตัวสำรองอย่าง เท็ดดี้ เชอริงแฮม และ
โอเล่ กุนนาร์โซลชาร์ ลงสนาม หลังจากนั้นทุกอย่างก็คือประวัติศาสตร์ทั้งคู่ช่วยกันยิงประตูให้ทีมพลิกกลับมาคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จเป็นการเติมเต็มการคว้า 3 แชมป์โดยสมบูรณ์

เฟอร์กูสันได้รับยศอัศวินหลังจากความสำเร็จครั้งนั้น เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันวิเศษยิ่งแห่งจักรวรรดิอังกฤษ (อังกฤษ: Most Excellent Order of the British Empire)
คือเครื่องอิสริยาภรณ์สำหรับคณะอัศวินของราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญบริติช ผู้สมควรได้รับต้องมีส่วนร่วมกับศิลปะและวิทยาศาสตร์ทำงานร่วมกับองค์กรการกุศลและสวัสดิการ
หรือการบริการสาธารณะนอกราชการ สถาปนาขึ้นโดยสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 1917 มีห้าชั้นได้แก่ จีบีอี เคบีอีหรือดีบีอี ซีบีอี โอบีอี และเอ็มบีอี ตามลำดับ

บางคนเริ่มคิดว่าความท้าทายของเขาได้หมดลงไปเรียบร้อยแล้ว แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย ในฤดูกาลต่อมาคือ 1999/2000 เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีก และมาในฤดูกาล 2000/01 ก็ทำได้อีก
ทำให้ทีมเป็นแชมป์ 3 สมัยติด แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 8 ของเขามาถึงในฤดูกาล 2002/03 ส่วนแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 5 ก็ต้องรอในปีต่อมาเมื่อไปคว้าชัยถึงคาร์ดิฟฟ์ด้วยการเอาชนะมิลล์วอลล์ในนัดชิงชนะเลิศ

ถึงตรงนี้ทีมปีศาจแดงก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายทีมชุดใหม่ หลังจากหมดยุคนักเตะที่เขาสร้างมากับมือในฤดูกาล 1995/96 เขาเริ่มคว้าตัวนักเตะอย่าง เวย์น รูนี่ย์ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้
เข้ามาเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคใหม่

ทีมชุดใหม่นี้เริ่มต้นด้วยการคว้าแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ 2005/06 จากนั้นก็ได้แชมป์ พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 9 ในฤดูกาล 2006/07 ในเดือนพฤษภาคม 2007 และก็สามารถป้องกันแชมป์
พรีเมียร์ ลีกได้ในฤดูกาล 2007/08 แถมยังสุดยอดไปกว่านั้นด้วยการคว้าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่ 2 เอาชนะเชลซีไปได้ในนัดชิงชนะเลิศ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังประสบความสำเร็จต่อเนื่องด้วยการคว้าแชมป์สโมสรโลกที่ญี่ปุ่นใ
นเดือนธันวาคม 2008 จากนั้นทีมปีศาจแดงก็คว้าแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ ได้ในเดือนมีนาคม 2009 โดยเอาชนะท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ไปด้วยการดวลลูกจุดโทษในรอบชิงชนะเลิศ

วันที่ 16 พฤษภาคม 2009 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ให้ลุล่วงจนได้ หลังจากที่ เซอร์ อเล็กซ์ ก้าวเข้ามาในปี 1986 เขาตั้งใจจะทาบสถิติแชมป์ลีกสูงสุด 18 สมัยของลิเวอร์พูล และก็มาทำได้สำเร็จในฤดูกาล 2008/09 โดยถือเป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 11 ของ เซอร์ อเล็กซ์ จากการคุมทีมทั้งหมด 17 ฤดูกาลด้วย ถือเป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ

ยิ่งไปกว่านั้น 2 ปีต่อมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็คว้าแชมป์ลีกเหนือเชลซี โดยก่อนหน้านั้นในปี 2010 พวกเขาทำได้เพียงแค่แชมป์รายการเดียวคือคาร์ลิ่ง คัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก และทีมปีศาจแดงก็แซงหน้าสถิติแชมป์ลีกสูงสุดของลิเวอร์พูลได้สำเร็จ

ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2013 เซอร์อเล็กซ์ประกาศยุติการทำหน้าที่ผู้จัดการทีม หลังจบฤดูกาล 2012-13 โดยนัดสุดท้ายจะเป็นการแข่งขันพรีเมียร์ลีก นัดที่ไปเยือนเวสต์บรอมมิชอัลเบียน ในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคมปีเดียวกัน เซอร์ อเล็กซ์ ยังคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับสโมสรอยู่ ถึงแม้ว่าจะก้าวลงจากตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแล้วเขาได้รับตำแหน่งเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหาร และก็ยังเป็นฑูตสโมสรอีกด้วย

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอล ไฮไลท์ฟุตบอล นักฟุตบอลคนอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ