เรื่องไม่ลับ? เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เผยสิ่งที่โลกต้องรู้

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สุดยอดอดีดกุนซือ ปีศาจแดง โค้ชผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการฟุตบอล และเป็นคนที่โด่งดังที่สุดในโลก

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีดสุดยอดโค้ชของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับเรื่องราวที่ไม่ลับ ที่จะเผยต่อแฟนบอลทุกท่านที่ไม่เคยเผยต่อใครมาก่อน กับความลับที่ไม่ลับจากสุดยอดกุนซือระดับโลก

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

1. อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยทำงานเป็นตัวแทนของสหภาพแรงงานอู่ต่อเรือ Clyde ทำหน้าที่เจรจาต่อรองกับนายจ้าง นอกจากนั้นเขายังเคยเป็นเจ้าของผับชื่อ Fergie’s ในเมืองกลาสโกลว์ ประเทศสก็อตแลนด์ (เขาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นท่านเซอร์ในปี 1999 หลังจากพาทีมแมนยูฯ คว้าแชมป์ยูฟาแชมเปี้ยนลีกโดยเอาชนะบาเยิร์น มิวนิก 2 -1 และในปีนั้นทีมแมนยูฯได้แชมป์ถ้วยใหญ่ๆ ทั้ง 3 ถ้วย คือ พรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ และแชมเปี้ยนลีก)

2 เซอร์อเล็กซ์ มีความสนใจอยากรู้อยากเห็นเรื่องการลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคเนดี หรือ เจเอฟเค.มาก กอร์ดอน บราวน์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษส่งซีดีเกี่ยวกับการลอบสังหาร เจเอฟเค.จำนวนมากให้เฟอร์กูสัน เฟอร์กูสันให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเมื่อปี 2007 ว่าบราวน์ส่งซีดีให้เขา 35แผ่น เขาเก็บรายงานเกี่ยวกับการชันสูตรศพของ
เจเอฟเค.ไว้ที่ข้างเตียง รวมทั้งรายงาน warren report ซึ่งมีลายเซ็นของอดีตประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ดด้วย

3. เซอร์อเล็กซ์เคยให้เคนนี่ ดัลกลิช หนึ่งในนักเตะและผู้จัดการทีมที่เป็นตำนานของหงส์แดง ลิเวอร์พูล ติดรถเข้าไปในเมืองกลาสโกลว์ตอนที่เฟอร์กูสันเตะฟุตบอลอยู่กับสโมสรกลาสโกลว์เรนเจอร์ซึ่งเป็นสโมสรที่ดัลกลิชหวังว่าเขาจะได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะในสังกัดจึงเข้ามาที่ส
โมสรบ่อยๆ ดัลกลิชให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดี้ยนว่า เฟอร์กี้มีรถคันใหญ่และชวนให้เขาขึ้นรถเข้าไปในเมืองด้วยกัน ต่อมา ดัลกลิชถูกทีมสโมสรเซลติกส์ซึ่งเป็นคู่แข่งของเรนเจอร์ในเมืองกลาสโกลว์ดึงตัวไปเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก ซึ่งต้องคอยประกบอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

4.เซอร์อเล็กซ์เป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่ให้กับพรรคเลเบอร์และเป็นที่ปรึกษาในเรื่องการเป็นผู้นำของโทนี่ แบลร์ หัวหน้าพรรคเลเบอร์ซึ่งต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเขาเคยบอกกับอลัสแตร์ แคมพ์เบลล์ โฆษกประจำตัวโทนี แบลร์ ว่าให้หาหมอนวดไปประจำบนรถบัสที่แบลร์ใช้ตระเวนหาเสียงเพื่อนวดให้แบลร์ เฟอร์กูสันยอมรับภายหลังว่า ไอเดียเรื่องนี้ไม่ค่อยเข้าท่านัก
คำแนะนำที่ดีกว่านี้ที่เขาให้กับแบลร์คือถ้าสามารถทำให้คนเก่งๆ ซึ่งเป็นคีย์แมนในเรื่องต่างๆ มาอยู่ในห้องเดียวกันพร้อมๆ กันได้นั่นแหละคือผู้นำที่แน่จริงๆ

5.เฟอร์กี้ไม่ใช่ผู้จัดการทีมที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดเฟอร์กูสันเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นเวลา 26 ปีครึ่งผู้จัดการทีมฟุตบอลที่ทำหน้าที่นานที่สุดในลีกของยุโรปคือ Guy Roux ซึ่งเป็นผู้จัดการทีม Auxerre ของฝรั่งเศสนานถึง 44 ปี นอกจากนั้นเฟอร์กูสันยังไม่ใช่ผู้จัดการทีมที่เป็นคนสก็อตแลนด์ที่ทำหน้าที่นานที่สุดอีกด้วยคนที่อยู่นานที่สุดคือ Wille Maley ผู้จัดการทีมเซลติกส์ที่ทำหน้าที่ระหว่างปี 1897-1940 นานถึง 43 ปี

6.เฟอร์กี้เกิดและโตมาในย่านคนจนของเมืองกลาสโกลว์ในวัยเด็กไม่ค่อยมีของเล่นอะไร นอกจากเตะฟุตบอลชกต่อยกันและกระโดดข้ามเขื่อนกันคลื่น เฟอร์กี้บอกว่าเขาและเพื่อนเที่ยวไปท้าเด็กๆ วัยเดียวกันในละแวกบ้านให้กระโจนข้ามเขื่อนแข่งกันเพราะว่าการกระโจนข้ามเขื่อนมีอันตรายมาก แต่ที่เขาทำเช่นนั้นเพราะตอนนั้นยังเด็กและเด็กไม่รู้สึกกล้วเรื่องอะไรเลย

7.Fergie time นาน 79 วินาที เป็นความเชื่อในหมู่แฟนฟุตบอลทีมอื่นๆ ว่าถ้าแมนยูฯ ยังตามหลังอยู่ เมื่อครบ 90นาทีแล้วผู้ตัดสินจะทดเวลาบาดเจ็บให้นานกว่าปกติเพื่อให้แมนยูฯ ตีเสมอหรือยิงประตูเอาชนะคู่แข่ง ปีที่แล้ว บีบีซี.ทำการวิเคราะห์ Fergie time พบว่าแมนยูฯ ไม่ใช่ทีมเดียวที่จะได้ทดเวลาบาดเจ็บนานขึ้นหากกำลังตามหลังคู่แข่งอยู่ทีมอื่นๆ ก็ได้เหมือนกัน แต่แมนยูฯ มักจะได้ทดเวลามากกว่าทีมอื่นๆ ถ้าแมนยูฯ ถูกนำ เกมนั้นจะมีการทดเวลานานกว่าปกติ 79 วินาที ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของแมนยูฯ ในศึกชิงถ้วยสโมสรยุโรป หรือ ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก
เมื่อปี 1999 เกิดขึ้นในช่วงเฟอร์กี้ไทม์ เมื่อแมนยูฯ ตามหลังบาเยิร์นมิวนิก อยู่ 0-1 ตั้งแต่นาทีที่ 6 จนถึงช่วงทดเวลา เทดดี้ เชอริ่งแฮม และโอเล กุนาร์ โซลจาร์ ยิงสองประตูติดต่อกัน ในนาที่ที่ 90 : 36 และ 92 : 17 พลิกเอาชนะบาเยิร์น มิวนิกไปได้อย่างเหลือเชื่อ

8.Alec หรือ Alex คนในวงการฟุตบอลเรียกเขาว่า Sir Alec โดยทึกทักเอาจากการที่เขาเป็นคนสก็อตแลนด์ จึงน่าจะออกเสียงว่า Alec ซึ่งสั้นกว่า Alex แต่คนสก็อตเอง มีทั้งที่เรียก Alec และ Alex มากพอๆ กัน ทั้ง Alec และ Alex ต่างเป็นชื่อยอดนิยมในอังกฤษ และสก็อตแลนด์

9.hairdryer treatment และ squeaky bum time ทั้งสองคำนี้ เป็นศัพท์บัญญัติที่เกิดขึ้นจากเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คำว่า hairdryer treatment หรือไดร์เป่าผมของเซอร์อเล็กซ์
มีที่มาจากอากัปกิริยาของเซอร์อเล็กซ์ยามที่โมโหโกรธาเพราะลูกทีมเล่นไม่ได้ดังใจ เขาจะยืนประชิดหน้าแทบจะชนผู้เล่นที่ถูกเรียกมาเฉ่งอารมณ์คำก่นด่าและเสียงคำรามที่ออกมาถูกนำไปเปรียบเทียบกับความร้อนแรงและเสียงครางของเครื่องเป่าผม ว่ากันว่าคนที่ใช้คำว่า hairdryer เป็นคนแรกคือลี ชาร์ป ผู้เล่นในตำแหน่งปีกในอดีตของทีมผีแดง ซึ่งมักจะมีพฤติกรรมนอกลู่นอกทางเสมอ เดวิด เบ็กแฮม บอกว่า ความกลัวที่จะต้องเจอกับไดร์เป่าผมของท่านเซอร์
เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทุกคนดเล่นกันได้ดี

ส่วนคำว่า squeaky bum time หมายถึง ช่วงโค้งสุดท้ายของการแข่งขันซึ่งต้องลุ้นกันแบบนั่งไม่ติด เซอร์อเล็กซ์ เป็นเจ้าของวลีนี้ที่พูดออกมาในช่วงท้ายฤดูการแข่งขัน 2002/2003 ที่แมนยูฯ กำลังแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกกับอาร์เซนอลอย่างสูสี อาร์แซน แวงเกอร์ ผู้จัดการทีมอาร์เซนอลให้สัมภาษณ์ว่า อาร์เซนอลจะคว้า 3 แชมป์ในปีนั้นเมื่อถึงช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูการแข่งขันเซอร์เล็กซ์จึงให้สัมภาษณ์ว่าอาร์เซนอลคงต้องลุ้นกันหนักผุดลุกผุดนั่งอยู่ข้างสนาม ( It’s a squeaky bum time)

คำนี้ถูกบรรจุไว้ใน Collins English Dictionary เป็นครั้งแรกในปี 2005 โดยมีความหมายว่าการแข่งขันฟุตบอลลีกในช่วงสุดท้ายที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ในขณะที่ Wikipedia อธิบายว่า เป็นอาการลุกลี้ลุกลนผุดลุกผุดนั่งบนเก้าอี้ขณะที่กำลังชมการแข่งขันกีฬาที่น่าตื่นเต้น

10.คฤหาสน์ ชื่อ Fair field เฟอร์กูสันมีบ้านพักเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ ที่ Wilmslow ซึ่งเป็นเมืองทางตอนใต้ของแมนเชสเตอร์ ที่เป็นย่านที่พักอาศัยของคนรวยโดยตั้งชื่อคฤหาสน์ว่า Fair Field ตามชื่ออู่ต่อเรือที่พ่อของเขาเคยทำงานอยู่

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอลสด ไฮไลท์ฟุตบอล โปรแกรมบอล ข่าวอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เล่าถึงความสำเร็จในการคว้าถ้วย แชมเปี้ยส์ลีก เมื่อปี 1999

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เผย เทคนิคที่เขาเปลี่ยนแปลงและทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าถ้วย แชมเปี้ยนส์ลีก ในปี 1999

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ความสำเร็จในประวัติศาสตร์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลที่ได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

ตำนานโค้ชชาว สกอตแลนด์ เซอร์ อเล็กซ์ เดินเข้าสู่สนามกับเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ปีศาจแดง พบกับ บาเยิร์น มิวนิค โดยขาดผู้เล่นคนสำคัญไปถึงสองคน รอย คีน และ พอล สโคลส์ ทั้งคู่พลาดแมตช์สำคัญในนัดนี้เนื่องจากถูกแบน และ เฟอร์กูสัน จึงถูกบังคับที่จะต้องพึ่งพาความสามารถของของเทคนิคของตัวเองเพื่อให้ทีมเขาได้รับชัยชนะและรับถ้วยรางวัล แต่เริ่มต้นได้ไม่ดีนักใน บาร์เซโลนา เมื่อ บาเยิร์น ขึ้นนำก่อน โดย มาริโอ้ บาสเลอร์ ซัดฟรีคิกเข้าประตูไปในเวลาเพียงแค่หกนาที ที่ แคมป์นู บาเยิร์น พลาดในการทำประตูเพิ่มเพื่อจะทิ้งห่าง

พวกเขาเดินหน้าต่อไปเพื่อทำทริปเปิ้ลแชมป์ ของตัวเองในฤดูกาลนั้นแต่ดูเหมือนว่าจะเอาถ้วยกลับไปที่ บาวาเรีย ได้ อย่างไรก็ตามมันถูกหยุดด้วยตัวสำรองสองคนที่ลงสู่สนาม เท็ดดี้ เชอร์ริงแฮม และ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ซัดไปคนละหนึ่งประตูและได้รับชัยชนะตามลำดับ

ดูเหมือนว่าการส่งตัวกองหน้าทั้งสองคนลงไปเป็นเหมือนกับไพ่ตายสุดท้าย โดยผู้ชายที่หมดกำลังจะเข้าตาจนในการทำประตูก่อนที่จะแพ้ในรอบสุดท้าย แต่ตามที่ เฟอร์กูสัน ได้พูดกับ ยูฟ่า ว่าเขามองเทคนิคของ บาเยิร์น ออกแล้วและกำลังรอที่จะใช้ประโยชน์จากมัน และเขาก็ได้ทำมัน

“ในรอบชิงชนะเลิศปี 1999 ที่ได้พบกับ บาเยิร์น พวกเราทำได้ดีมากในด้านของการจัดการกับ บาเยิร์นเพราะเกมของพวกเขาส่วนใหญ่จะอยู่ที่ อเล็กซานเดอร์ ซิคเลอร์ และ บาสเลอร์ เมื่อพวกเขาไม่มีบทบาทในเกม เกมก็จะเป็นของเรา” เฟอร์กูสัน กล่าว

“เมื่อแดนกลางของพวกเขาแน่นขึ้นแต่มันก็ช่วยให้ผมเล่นแผนหน้าสามได้พวกเราโชคดีที่ได้ประตูแรกแต่จากช่วงเวลานั้นเป็นต้นมาผมก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเรากำลังจะได้รับชัยชนะเพราะ บาเยิร์น มีอาการสิ้นหวังผลกระทบจากการทำประตูทำให้พวกเขาเล่นได้แย่ลงจริงๆ”

“เรามีเป้าหมายมากมายในช่วงเวลาสุดท้ายของผมนั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” เซอร์ อเล็กซ์ วัย 75 ปีได้กล่าวไว้

“ถ้าคุณตามอยู่ 1-0 หรือ 2-0 ไม่มีเป้าหมายที่จะดูเกมต่อไปและพูดว่าดีเราเล่นได้ดี คุณอาจจะหมายถึงการพนันด้วยชีวิตของคุณอยู่เสมอเพราะมันคุ้มค่า”

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอลสด ไฮไลท์ฟุตบอล โปรแกรมบอล ข่าวอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

จำขึ้นใจ! สิ่งที่แฟนผีแดงต้องจดจำกับการอำลาทีมของ ‘อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน’

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตสุดยอดโค๊ชของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชายผู้ที่ทำให้แฟนบอลทั่วโลกต้องรู้จักเขา และต้องจดจำทุกเหตุการณ์ที่เขาได้สร้างไว้

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานกุนซือ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับเรื่องที่เขาคือนาฬิกาปลุกสำหรับผู้ตัดสิน กันไปแล้ว ในสัปดาห์นี้ มาติดตามเรื่องราวของ เฟอร์กูสัน กันต่อว่าจะมีเรื่องอะไรบ้าง

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

ปล่อยวาทะเด็ด ๆ ออกมาอยู่เสมอ
ใคร ๆ ก็รู้ถึงฤทธิ์เด็ดวาจาของป๋ากันดีอยู่แล้วว่าฟังแล้วบาดจิตบาดใจแค่ไหนหากได้มีปัญหาปะทะคารมเมื่อไหร่เป็นต้องเจอสวนกลับแน่ทว่าในอีกมุมหนึ่งเขาเองก็มีคำพูดเจ๋ง ๆ อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เช่น เมื่อปี 1986 ที่เขาเข้ามารับหน้าที่คุมทีมใหม่ ๆ เขาบอกว่า “ผมจะเข้ามาสร้างความยิ่งใหญ่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดและสอยลิเวอร์พูลลงจากบังลังก์ให้ได้” หรือตอนที่เหน็บ เดนนิส ไวส์ อดีตกองกลางของสโมสรเชลซีว่า “บ้านของเขา (เดนนิส)จะไม่มีถ้วยหรือเหรียญรางวัลประดับตกแต่งอยู่ที่บ้าน”

พลังของไดร์เป่าผม
แน่นอนว่าสิ่งที่ขึ้นชื่อลือชาของผู้จัดการรายนี้ที่ทุกคนต่างทราบกันเป็นอย่างดีว่า “พลังของไดร์เป่าผม” (The Hair-Dryer) จากเซอร์ อเล็กซ์นั้นรุนแรงขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่น-ผู้จัดการทีมของคู่แข่ง, กรรมการ, นักข่าว หรือกระทั่งลูกน้องของตัวเองต่างเจอพายุความเกรี้ยวกราดของเขาโหมกระหน่ำกันมาแล้วทั้งนั้น เซอร์ อเล็กซ์ เคยกล่าวไว้ว่า “ผมเป็นคนเปิดเผยและมีอารมณ์ร่วมกับเกมการแข่งขันอยู่เสมอถึงแม้บางครั้งอาจดูโมโหรุนแรงไปบ้าง แต่ผมไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร”

มีปัญหาผิดใจกับคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง
ไม่รู้ว่าทำไมผู้จัดการทีมหน้าตาใจดี๊ ดี คนนี้ถึงได้มีศัตรู(ในวงการฟุตบอล) กับเขาไปทั่ว
ถ้าในลีคเดียวกันที่ปะทะคารมใส่กันเป็นประจำก็เห็นจะมี อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล (หลัง ๆ ญาติดีกันแล้ว) และ ราฟาเอล เบนิเตซ ผู้จัดการทีมเชลซี (อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล)ที่มักมีประเด็นให้สาดน้ำลายใส่กันบ่อย ๆ รวมไปถึงผู้เล่นจากทีมอื่น ๆ อีกมาก

ที่สำคัญ…กระทั่งนักเตะในสังกัดของตัวเองก็ไม่เว้นเช่นกัน เช่น กรณีที่เป็นเรื่องอื้อฉาวตอนที่เขาเตะรองเท้าสตั๊ดไปโดนหางคิ้ว เดวิด เบ็คแฮม ซึ่งขณะนั้นยังเล่นให้กับทีมอยู่โดยภายหลังเขาออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ หรือกรณีที่ ยาป สตัม อดีตกองหลังปราการสำคัญของทีมที่เคยนำเรื่องราวตอนที่มีปัญหากับตัวเขาในสนามซ้อมไปแฉในพ็อกเก็ตบุ๊ก
จนวันหนึ่งเซอร์ อเล็กซ์ เดินตามเข้าไปในรถแล้วบอกเขาว่าต้องไปจากทีมได้แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน ยาป สตัม ก็ถูกขายให้กับสโมสรลาซิโอ

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอล ไฮไลท์ฟุตบอล นักฟุตบอลคนอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

ป๋า ยูไนเต็ด! อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอดโค๊ชตำนานแห่ง โอล แทรฟฟอร์ด

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผู้สร้างประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอล เป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลสหราชอาณาจักร โดยคว้าแชมป์มาครองได้เกือบ 40 รายการ
รวมถึงพรีเมียร์ ลีก 13 สมัยด้วย ตลอดช่วงการคุมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของเขา

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

เขาก้าวเข้ามายังโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 1986 ก่อนที่จะประกาศวางมือไปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2012/13 ที่ผ่านมาเขาเคยค้าแข้งมาก่อนที่สกอตแลนด์ โดยเล่นให้กับ
ควีนส์ พาร์ค, เซนต์ จอห์นสโตน, ดันเฟิร์มลิน, กลาสโกว์ เรนเจอร์ส, ฟัลเคิร์ก และ อายร์ ยูไนเต็ด แต่ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จที่สุดในวงการฟุตบอลของ เซอร์ อเล็กซ์ นั้นยังมาไม่ถึง

หลังจากที่แขวนสตั๊ด เขาก็ไปรับงานโค้ชโดยเริ่มต้นอาชีพผู้จัดการทีมที่อีสต์ สเตอร์ลิงเชียร์, เซนต์ เมียร์เรน จากนั้นก็เป็นอเบอร์ดีน ซึ่งที่นี่เขาได้รับการยอมรับเป็นโค้ชระดับท็อป
เขาพาทีมปาดหน้า 2 ยอดทีมจากกลาสโกว์คว้าแชมป์ในประเทศสก็อตแลนด์ โดยเป็น
แชมป์ลีก 3 สมัย, สก็อตติช คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ และยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ
อีกอย่างละสมัย

หลังจากที่ รอน แอตกินสัน ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ในปี 1986 เฟอร์กูสันก็ได้เข้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้ต่อในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ทันที

ในตอนที่เขาเข้ามาคุมทีมเขาได้รับทีมชุดที่กำลังจะหมดศรัทธาจากแฟนบอล เนื่องจากหล่น
อยู่ถึงอันดับที่ 4 จากท้ายตารางดิวิชั่น 1 หน้าที่แรกของเขาจึงต้องเป็นการพาทีมหนีการตกชั้นให้ได้และแม้ว่าจะไม่ได้เสริมทีมใดๆ เลยในช่วงเปิดตลาดแต่เขาก็ยังพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบอันดับที่ 11 ได้

ถึงตรงนั้นทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเฟอร์กูสันกำลังเจอกับงานที่ยากไม่ใช่เล่นที่จะพา
สโมสรกลับมาครองความยิ่งใหญ่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นทีมที่เล่นได้อย่างสนุกตื่นเต้น
แต่ก็ยังไม่มีความสำเร็จใดๆ เป็นชิ้นเป็นอัน ในฤดูกาลที่ 2 ทีมปีศาจแดงจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ดีขึ้นโดยเป็นอันดับ 2 ตามหลังลิเวอร์พูลแต่การจบอันดับสูงขนาดนั้นก็ตามมาด้วยความคาดหวังที่สูงและจุดเปลี่ยนก็มาถึงในฤดูกาล 1989/90

ในเอฟเอ คัพ ฤดูกาลนั้น ทีมปีศาจแดงถูกจับฉลากให้ต้องออกไปเยือนทุกๆ รอบ
และแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ก็คว้าแชมป์รายการแรกในยุคของเฟอร์กูสันมาครองได้สำเร็จ
ลีมาร์ติน ยิงประตูโทนในนัดชิงชนะเลิศ นัดรีเพลย์ เอาชนะคริสตัล พาเลซ คว้าแชมป์ไปครอง

และเมื่อได้ถ้วยแรก แชมป์อื่นก็ตามมาอย่างไม่ขาดสายฤดูกาลต่อมาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ ไปครองได้อีกที่ร็อตเตอร์ดัม เป็นการเอาชนะบาร์เซโลน่า 2-1 ต้องขอบคุณประตูจาก มาร์ค ฮิวจ์ส จากนั้นในฤดูกาล 1991/92 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ได้แชมป์ลีก คัพ มาประดับบารมีเพิ่มอีก

ยังเหลืออีกถ้วยหนึ่งที่เหมือนเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์สำหรับแฟนๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นก็คือแชมป์ลีกที่พวกเขารอคอยกันมา 26 ปี โดยต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของลิเวอร์พูลมาโดยตลอด

และในฤดูกาล 1992/93 การรอคอยอันยาวนานก็สิ้นสุดลงทีมปีศาจแดงสามารถคว้า
แชมป์ลีกมาครองได้สำเร็จโดยได้รับอิทธิพลจากการย้ายเข้ามาด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์ของ
เอริค คันโตน่า เบียดแอสตัน วิลล่า คว้าอันดับที่ 1 ไปครองจนได้

จากนั้นความสำเร็จก็หลั่งไหลเข้ามา ฤดูกาล 1993/94 ทีมสามารถทำดับเบิ้ลแชมป์ได้
จากนั้นก็มาทำซ้ำได้อีกในฤดูกาล 1995/96 (จากฝีเท้าของพวกเด็กๆ) และก็คว้า
แชมป์ลีกเพิ่มได้ในปี 1997 ถึงตรงนี้เป็นอันว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ผงาดขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่แทนที่ลิเวอร์พูลไปเรียบร้อยแล้ว

ผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ เซอร์ อเล็กซ์ เกิดขึ้นในฤดูกาล 1998/99 โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยมีทีมไหนที่คว้าแชมป์ทั้งพรีเมียร์ ลีก, เอฟเอ คัพ และยูโรเปี้ยน คัพ ได้มาก่อนเลยที่น่าจดจำก็คือค่ำคืนที่บาร์เซโลน่า เขาตัดสินใจส่งตัวสำรองอย่าง เท็ดดี้ เชอริงแฮม และ
โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ลงสนาม หลังจากนั้นทุกอย่างก็คือประวัติศาสตร์ทั้งคู่ช่วยกันยิงประตูให้ทีมพลิกกลับมาคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ เป็นการเติมเต็มการคว้า 3 แชมป์โดยสมบูรณ์

เฟอร์กูสันได้รับยศอัศวินหลังจากความสำเร็จครั้งนั้นและบางคนก็เริ่มมองแล้วว่าเขากำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งโดยเชื่อว่าความท้าทายของเขาได้หมดลงไปเรียบร้อยแล้วแต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย ในฤดูกาลต่อมาคือ 1999/2000 เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีก และมาในฤดูกาล 2000/01 ก็ทำได้อีกทำให้ทีมเป็นแชมป์ 3 สมัยติด แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 8 ของเขามาถึงในฤดูกาล 2002/03 ส่วนแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 5 ก็ต้องรอในปีต่อมาเมื่อไปคว้าชัยถึงคาร์ดิฟฟ์ด้วยการเอาชนะมิลล์วอลล์ในนัดชิงชนะเลิศ

ถึงตรงนี้ทีมปีศาจแดงก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายทีมชุดใหม่หลังจากหมดยุคนักเตะที่เขาสร้างมากับมือในฤดูกาล 1995/96 เขาเริ่มคว้าตัวนักเตะอย่าง เวย์น รูนี่ย์ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้
เข้ามาเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคใหม่

ทีมชุดใหม่นี้เริ่มต้นด้วยการคว้าแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ 2005/06 จากนั้นก็ได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 9 ในฤดูกาล 2006/07 ในเดือนพฤษภาคม 2007 เซอร์ อเล็กซ์ ได้คว้าเอานักเตะ
ใหม่ 3 คนเข้ามาสู่ทีมคือ แอนเดอร์สัน, หลุยส์ นานี่ และ โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ นั่นทำให้ทีม
ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก และก็สามารถป้องกันแชมป์พรีเมียร์ ลีกได้ในฤดูกาล 2007/08
แถมยังสุดยอดไปกว่านั้นด้วยการคว้าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่ 2 สำหรับตัวเขาเอง โดยนักเตะใหม่ทั้ง 3 คนดังกล่าวสามารถยิงเข้าประตูในช่วงดวลจุดโทษที่เอาชนะเชลซีไปได้ในนัดชิงชนะเลิศ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังประสบความสำเร็จต่อเนื่องด้วยการคว้าแชมป์สโมสรโลกที่ญี่ปุ่นใ
นเดือนธันวาคม 2008 จากนั้นทีมปีศาจแดงก็คว้าแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ ได้ในเดือนมีนาคม 2009 โดยเอาชนะท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ไปด้วยการดวลลูกจุดโทษในรอบชิงชนะเลิศ

วันที่ 16 พฤษภาคม 2009 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ให้ลุล่วงจนได้ หลังจากที่ เซอร์ อเล็กซ์ ก้าวเข้ามาในปี 1986 เขาตั้งใจจะทาบสถิติแชมป์ลีกสูงสุด 18 สมัยของลิเวอร์พูล และก็มาทำได้สำเร็จในฤดูกาล 2008/09 โดยถือเป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 11 ของ เซอร์ อเล็กซ์ จากการคุมทีมทั้งหมด 17 ฤดูกาลด้วย ถือเป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ

และมันก็ยิ่งดีไปกว่านั้นในอีก 2 ปีต่อมา โดยคว้าแชมป์ลีกเหนือเชลซี โดยก่อนหน้านั้นใน
ปี 2010 พวกเขาทำได้เพียงแค่แชมป์รายการเดียวคือคาร์ลิ่ง คัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
กลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ได้ด้วยลูกจุดโทษที่รูนี่ย์ ซัดใส่แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และทีมปีศาจแดงก็แซงหน้าสถิติแชมป์ลีกสูงสุดของลิเวอร์พูลได้สำเร็จ

ในวันสุดท้ายของฤดูกาล 2011/12 ถือเป็นอะไรที่ทำร้ายจิตใจแฟนๆ มาก เมื่อ
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาคว้าแชมป์ลีกเหนือทีมปีศาจแดงได้ในวินาทีสุดท้ายของฤดูกาลจริงๆ
แต่ความผิดหวังนั้นก็ได้มลายหายไปในฤดูกาล 2012/13 ซึ่งถือเป็นฤดูกาลสุดท้ายสำหรับ
ป๋า เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 20 ไปครองในขณะที่ยังเหลือเกมให้ลงเล่นอีก 4 เกม

เฟอร์กี้ ยังคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับสโมสรอยู่ถึงแม้ว่าจะก้าวลงจากตำแหน่งผู้จัดการทีม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแล้ว เขาได้รับตำแหน่งเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหาร และก็ยังเป็น
ฑูตสโมสรอีกด้วย

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอล ไฮไลท์ฟุตบอล นักฟุตบอลคนอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้สร้างประวัติศาสตร์กับการเป็นผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตสุดยอดผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มายาวนานที่สุดและนำทีมเป็นแชมป์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสโมสร

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ เซอร์อเล็กซานเดอร์ “อเล็กซ์” แชปแมน เฟอร์กูสัน (อังกฤษ: Sir
Alexander “Alex” Chapman Ferguson) เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 1941
ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ อดีตเคยเป็นผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอล
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มายาวนานที่สุดและนำทีมเป็นแชมป์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสโมสร

เฟอร์กูสันเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อจากรอน แอตกินสัน เมื่อ 6 พฤศจิกายน 1986 ในตอนที่เขาเข้ามาคุมทีม เขาได้รับทีมชุดที่กำลังจะหมดศรัทธาจากแฟนบอลเนื่องจากหล่นอยู่ถึงอันดับที่ 4 จากท้ายตารางดิวิชั่น 1 หน้าที่แรกของเขาจึงต้องเป็นการพาทีมหนีการตกชั้นให้ได้และแม้ว่าจะไม่ได้เสริมทีมใดๆ เลยในช่วงเปิดตลาด
แต่เขาก็ยังพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบอันดับที่ 11 ได้

ในฤดูกาลที่ 2 ทีมปีศาจแดงจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ดีขึ้น โดยเป็นอันดับ 2 ตามหลังลิเวอร์พูล
แต่การจบอันดับสูงขนาดนั้นก็ตามมาด้วยความคาดหวังที่สูงและจุดเปลี่ยนก็มาถึงในฤดูกาล 1989/90 เฟอร์กูสันพาทีมชนะเลิศเอฟเอคัพ เมื่อปี 1990 เป็นรายการแรกและหลังจากนั้นก็ชนะเลิศอีก 4 สมัย (รวมเป็น 5 สมัย)

รวมทั้งการชนะเลิศ เอฟเอ พรีเมียร์ลีก 13 สมัย และชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 สมัย โดยเมื่อปี 1999 ถือเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ เซอร์ อเล็กซ์ ในฤดูกาล 1998/99 โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยมีทีมไหนที่คว้าแชมป์ทั้งพรีเมียร์ ลีก, เอฟเอ คัพ และยูโรเปี้ยน คัพ ได้มาก่อนเลย ที่น่าจดจำก็คือค่ำคืนที่บาร์เซโลน่า เขาตัดสินใจส่งตัวสำรองอย่าง เท็ดดี้ เชอริงแฮม และ
โอเล่ กุนนาร์โซลชาร์ ลงสนาม หลังจากนั้นทุกอย่างก็คือประวัติศาสตร์ทั้งคู่ช่วยกันยิงประตูให้ทีมพลิกกลับมาคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จเป็นการเติมเต็มการคว้า 3 แชมป์โดยสมบูรณ์

เฟอร์กูสันได้รับยศอัศวินหลังจากความสำเร็จครั้งนั้น เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันวิเศษยิ่งแห่งจักรวรรดิอังกฤษ (อังกฤษ: Most Excellent Order of the British Empire)
คือเครื่องอิสริยาภรณ์สำหรับคณะอัศวินของราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญบริติช ผู้สมควรได้รับต้องมีส่วนร่วมกับศิลปะและวิทยาศาสตร์ทำงานร่วมกับองค์กรการกุศลและสวัสดิการ
หรือการบริการสาธารณะนอกราชการ สถาปนาขึ้นโดยสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 1917 มีห้าชั้นได้แก่ จีบีอี เคบีอีหรือดีบีอี ซีบีอี โอบีอี และเอ็มบีอี ตามลำดับ

บางคนเริ่มคิดว่าความท้าทายของเขาได้หมดลงไปเรียบร้อยแล้ว แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย ในฤดูกาลต่อมาคือ 1999/2000 เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีก และมาในฤดูกาล 2000/01 ก็ทำได้อีก
ทำให้ทีมเป็นแชมป์ 3 สมัยติด แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 8 ของเขามาถึงในฤดูกาล 2002/03 ส่วนแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 5 ก็ต้องรอในปีต่อมาเมื่อไปคว้าชัยถึงคาร์ดิฟฟ์ด้วยการเอาชนะมิลล์วอลล์ในนัดชิงชนะเลิศ

ถึงตรงนี้ทีมปีศาจแดงก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายทีมชุดใหม่ หลังจากหมดยุคนักเตะที่เขาสร้างมากับมือในฤดูกาล 1995/96 เขาเริ่มคว้าตัวนักเตะอย่าง เวย์น รูนี่ย์ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้
เข้ามาเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคใหม่

ทีมชุดใหม่นี้เริ่มต้นด้วยการคว้าแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ 2005/06 จากนั้นก็ได้แชมป์ พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 9 ในฤดูกาล 2006/07 ในเดือนพฤษภาคม 2007 และก็สามารถป้องกันแชมป์
พรีเมียร์ ลีกได้ในฤดูกาล 2007/08 แถมยังสุดยอดไปกว่านั้นด้วยการคว้าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่ 2 เอาชนะเชลซีไปได้ในนัดชิงชนะเลิศ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังประสบความสำเร็จต่อเนื่องด้วยการคว้าแชมป์สโมสรโลกที่ญี่ปุ่นใ
นเดือนธันวาคม 2008 จากนั้นทีมปีศาจแดงก็คว้าแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ ได้ในเดือนมีนาคม 2009 โดยเอาชนะท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ไปด้วยการดวลลูกจุดโทษในรอบชิงชนะเลิศ

วันที่ 16 พฤษภาคม 2009 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ให้ลุล่วงจนได้ หลังจากที่ เซอร์ อเล็กซ์ ก้าวเข้ามาในปี 1986 เขาตั้งใจจะทาบสถิติแชมป์ลีกสูงสุด 18 สมัยของลิเวอร์พูล และก็มาทำได้สำเร็จในฤดูกาล 2008/09 โดยถือเป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 11 ของ เซอร์ อเล็กซ์ จากการคุมทีมทั้งหมด 17 ฤดูกาลด้วย ถือเป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ

ยิ่งไปกว่านั้น 2 ปีต่อมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็คว้าแชมป์ลีกเหนือเชลซี โดยก่อนหน้านั้นในปี 2010 พวกเขาทำได้เพียงแค่แชมป์รายการเดียวคือคาร์ลิ่ง คัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก และทีมปีศาจแดงก็แซงหน้าสถิติแชมป์ลีกสูงสุดของลิเวอร์พูลได้สำเร็จ

ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2013 เซอร์อเล็กซ์ประกาศยุติการทำหน้าที่ผู้จัดการทีม หลังจบฤดูกาล 2012-13 โดยนัดสุดท้ายจะเป็นการแข่งขันพรีเมียร์ลีก นัดที่ไปเยือนเวสต์บรอมมิชอัลเบียน ในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคมปีเดียวกัน เซอร์ อเล็กซ์ ยังคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับสโมสรอยู่ ถึงแม้ว่าจะก้าวลงจากตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแล้วเขาได้รับตำแหน่งเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหาร และก็ยังเป็นฑูตสโมสรอีกด้วย

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอล ไฮไลท์ฟุตบอล นักฟุตบอลคนอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

เตรียมตัวให้พร้อม! เฟอร์กี้ บอกเลยว่าปีศาจแดงต้องยอมรับความท้าทายก่อนเปิดซีซั่น

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอนยิ่งหากใครที่เป็นสาวกปีศาจแดงก็คงจะรู้จักกันดีว่าในช่วงที่ เฟอร์กูสัน คุมทีมนั้นมีความรุ่งเรืองมากแค่ไหนที่ช่วยให้ทีมนั้นสามารถผงาดโชว์ฟอร์มขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่อง

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตสุดยอดโค้ชของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดทีมจากเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ประสบความสำเร็จมากสุดได้ออกมาแนะให้กุนซือรุ่นน้องอย่าง มูรินโญ่ ที่ต้องยอมรับกับความท้าทายนี้และต้องเน้นให้ทำออกมาให้ดีที่สุด ก่อนที่จะเริ่มต้นฤดูกาลใหม่

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

 

เฟอร์กูสัน ที่เป็นสุดยอดตำนานของการคุมทีมได้ออกมาเตือนรุ่นน้องหลังจากที่ได้พลาดแชมป์พรีเมียร์ลีก ครั้งล่าสุดซึ่งล้มเหลวในการคาดหวังจากหลายฝ่ายของการคุมทีม มูรินโญ่ โดยที่ปีศาจแดงได้ต่อสู้กันอย่างเหนียวแน่นในลีก โดยจบลงด้วยอันดับที่ 6 มี 69 คะแนน

แต่ก็ยังโชคดีที่สามารถกลับเข้าสู่แชมเปี้ยนส์ลีกได้เพราะมูรินโญ่สามารถคว้าแชมป์ ยูโรปา ลีก ได้ เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนที่ผ่านมา เฟอร์กูสัน ที่เป็นถึงระดับตำนานของการคุมทีมที่ได้หวังว่าทีมปีศาจแดงรุ่นนี้จะสามารถทำผลงานได้ดีกว่านี้ สำหรับฤดูกาล2017-2018 โดยที่พวกเขาเหล่านั้นจะต้องเผชิญกับความเข้มงวดและความยากลำบากของการแข่งขันที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด เฟอร์กี้ โค้ชแมนยูในตำนานได้แสดงความคิดเห็นว่าการที่พาทีมไปทัวร์ที่สหรัฐอเมริกาโดยเจอกับทีมใหญ่ ๆ อย่างเรียลมาดริด , บาร์เซโลน่า หรือแมนซิตี้ ที่ต้องเจอกันในการแข่งขัน อินเตอร์ เนชั่นแนล แชมป์เปี้ยนส์ลีกคัพ

สถิติของปีศาจแดง จากการที่เลือกใช้เงินในการซื้อนักเตะในรอบ 4 ปี ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามียอดการใช้งานที่มากกว่าสมัยที่ เฟอร์กูสัน โค้ชแมนยูในตำนานเป็นผู้บริหารเงินที่รับทำหน้าที่นี้ในการดูแลทีมปีศาจแดงมานานกว่า 27 ปีรวมกัน หลังจากที่ได้เริ่มต้นด้วยการคว้าตัว โรเมลู ลูกากู อย่างเป็นทางการ ในช่วงยุคของ เฟอร์กูสัน โค้ชแมนยูสมัยนั้นตลอดเวลา 27 ปี ใช้เงิน ซื้อนักเตะ 99 คนใช้เงินไป 546.5 ล้านปอนด์

โดยนักเตะของแมนยูไนเต็ดตอนนี้อย่างที่รู้กันดีว่าราคาสูงระดับโลกนั่นคือป๊อกบา
89 ล้านปอนด์ รองลงมาคือ โรเมลู ลูกากู 75 ล้านปอนด์ ต้องยอมรับว่า อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นหนึ่งในตำนานของแมนยูที่อยู่บริหารมานานและยังสามารถบริหารเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย จึงไม่แปลกใจที่กล้าออกมาเตือนรุ่นน้อง

สำหรับแฟนบอลท่านใดกลัวที่จะพลาดข่าวสารบอล ข่าวฟุตบอล ผลบอลสด ผลบอลเมื่อคืน โปรแกรมบอล ไฮไลท์ฟุตบอล ข่าวกีฬาอื่นๆ ไม่ต้องเป็นห่วง ท่านเพียงติดตามเพจพวกเรา กดไลค์ กดแชร์ ไว้เลย รับประกันข่าวคุณภาพจะไปอยู่ในมือท่านอย่างแน่นอน

ภาคภูมิใจ! เฟอร์กูสัน เล่าถึงเหตุผล ที่คว้าถ้วย แชมเปี้ยส์ลีก เมื่อปี 1999

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เผย เทคนิคที่เขาเปลี่ยนแปลงและทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าถ้วย แชมเปี้ยนส์ลีก ในปี 1999

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้พูดถึงความสำเร็จในประวัติศาสตร์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลที่เอาชนะ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในปี 1999 เขาจะมาอธิบายข้อมูลที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

ตำนานโค้ชชาว สกอตแลนด์ เดินเข้าสู่สนามกับเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ปีศาจแดง พบกับ บาเยิร์น มิวนิค โดยขาดผู้เล่นคนสำคัญไปถึงสองคน

รอย คีน และ พอล สโคลส์ ทั้งคู่พลาดแมตช์สำคัญในนัดนี้เนื่องจากถูกแบน และ เฟอร์กูสัน จึงถูกบังคับที่จะต้องพึ่งพาความสามารถของของเทคนิคของตัวเองเพื่อให้ทีมเขาได้รับชัยชนะและรับถ้วยรางวัล

แต่เริ่มต้นได้ไม่ดีนักใน บาร์เซโลนา เมื่อ บาเยิร์น ขึ้นนำก่อน โดย มาริโอ้ บาสเลอร์ ซัดฟรีคิกเข้าประตูไปในเวลาเพียงแค่หกนาที ที่ แคมป์นู

บาเยิร์น พลาดในการทำประตูเพิ่มเพื่อจะทิ้งห่าง พวกเขาเดินหน้าต่อไปเพื่อทำทริปเปิ้ลแชมป์ ของตัวเองในฤดูกาลนั้น แต่ดูเหมือนว่าจะเอาถ้วยกลับไปที่ บาวาเรีย ได้ อย่างไรก็ตาม มันถูกหยุดด้วยตัวสำรองสองคนที่ลงสู่สนาม เท็ดดี้ เชอร์ริงแฮม และ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ซัดไปคนละหนึ่งประตูและได้รับชัยชนะตามลำดับ

ดูเหมือนว่าการส่งตัวกองหน้าทั้งสองคนลงไปเป็นเหมือนกับไพ่ตายสุดท้ายโดยผู้ชายที่หมดกำลังจะเข้าตาจนในการทำประตูก่อนที่จะแพ้ในรอบสุดท้าย แต่ตามที่ เฟอร์กูสัน ได้พูดกับ
ยูฟ่า ว่าเขามองเทคนิคของ บาเยิร์น ออกแล้วและกำลังรอที่จะใช้ประโยชน์จากมัน และเขาก็ได้ทำมัน

“ในรอบชิงชนะเลิศปี 1999 ที่ได้พบกับ บาเยิร์น พวกเราทำได้ดีมากในด้านของการจัดการกับ บาเยิร์น เพราะเกมของพวกเขาส่วนใหญ่จะอยู่ที่ อเล็กซานเดอร์ ซิคเลอร์ และ บาสเลอร์ เมื่อพวกเขาไม่มีบทบาทในเกม เกมก็จะเป็นของเรา” เฟอร์กูสัน กล่าว

“เมื่อแดนกลางของพวกเขาแน่นขึ้น แต่มันก็ช่วยให้ผมเล่นแผนหน้าสามได้พวกเราโชคดีที่ได้ประตูแรกแต่จากช่วงเวลานั้นเป็นต้นมาผมก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเรากำลังจะได้รับชัยชนะเพราะ บาเยิร์น มีอาการสิ้นหวัง ผลกระทบจากการทำประตูทำให้พวกเขาเล่นได้แย่ลงจริงๆ”

“เรามีเป้าหมายมากมายในช่วงเวลาสุดท้ายของผม นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” ชายวัย 75 ปีได้กล่าวไว้

“ถ้าคุณตามอยู่ 1-0 หรือ 2-0 ไม่มีเป้าหมายที่จะดูเกมต่อไปและพูดว่า ดีเราเล่นได้ดี คุณอาจจะหมายถึงการพนันด้วยชีวิตของคุณอยู่เสมอ เพราะมันคุ้มค่า”

แฟนบอลทุกท่านสามารถติดตาม ข่าวฟุตบอล ผลบอลสด ตารางบอล โปรแกรมบอล ไฮไลท์ฟุตบอล จากเพจพวกเราได้ เพียงแค่ ติดตาม กดไลค์ กดแชร์ เพจพวกเราไว้ เท่านี้ก็จะไม่พลาดข่าวสารใหม่ๆ จากเพจของพวกเราอย่างแน่นอน

คอนเฟิร์ม! เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน ชี้ชัด แมนยู จะต้องยอมรับความท้าทายในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล

เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน ชี้ชัด แมนยู จะต้องยอมรับความท้าทายในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ท้าทายความสามารถของสโมสรเก่าของเขา และขอร้องให้ โชเซ มูรินโญ่ “ยอมรับความท้าทายนี้และทำให้ดีที่สุด” ก่อนที่จะเริ่มฤดูกาลใหม่

หลังจากได้รับแชมป์ พรีเมียร์ลีก ครั้งล่าสุด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ล้มเหลวในการคาดหวังจากฤดูกาลแรกภายใต้การคุมทีมของ มูรินโญ่

ทีมพยายามต่อสู้กันอย่างเหนียวแน่นในลีก จบลงด้วยคะแนน 69 แต้มในอันดับที่ 6 แต่ยังคงกลับเข้าสู่ แชมเปี้ยนส์ลีก ได้โดยการคว้าแชมป์ ยูโรปา ลีก เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนที่ผ่านมา

เฟอร์กี้ หวังว่า มูรินโญ และทีมของเขาคาดว่าจะสามารถทำได้ดีกว่าสำหรับฤดูกาล 2017/18 แต่ก่อนหน้านั้น พวกเขาต้องเผชิญกับช่วงก่อนฤดูกาลที่เข้มข้น

โค้ชชาวโปรตุเกสสามารถวัดระดับความสามารถของทีมได้จากช่วงที่เขาไปทัวร์ที่
สหรัฐอเมริกา พร้อมกับทีมยักษ์ใหญ่อย่าง เรอัล มาดริด, บาร์เซโลนา และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการแข่งขัน อินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพ

อเล็กซ์​ เฟอร์กูสัน : มูรินโญ่คิดผิดที่หวนคุมเชลซี

อเล็กซ์​ เฟอร์กูสัน – อดีตกุนซือชาวสก็อตรู้สึกว่านายใหญ่ ปีศาจแดง คนใหม่ไม่น่ากลับไปเชลซีเป็นหนที่ 2

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

โชเซ่ มูรินโญ่ ตัดสินใจผิดที่กลับไปยังถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ จากความเห็นของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

มูรินโญ่ กุนซือจอมแทคติกได้เข้าไปรับงานที่เชลซีเมื่อกลางปี 2013 และพาทีมเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก แต่สถานการณ์กลับย่ำแย่ลงทุกทีเมื่อพาสิงห์บลูแพ้ถึง 9 เกมจาก 16 นัดในลีก จนมีอันต้องถูกอัปเปหิเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

เฟอร์กูสัน ซึ่งเป็นเพื่อนของอดีตกุนซือ เรอัล มาดริด และ อินเตอร์ เชื่อว่ามูรินโญ่ไม่น่ากลับไปนั่งเก้าอี้โค้ชที่เชลซี

“ผมคิดว่าโชเซ่ทำพลาดที่กำลับไปเชลซี ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ” ผู้จัดการทีมระดับตำนานกล่าวกับสกาย สปอร์ตส์ ในงานการกุศล

“ผมคิดว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือสโมสรที่เหมาะสมสำหรับเขา ผมคิดว่าเราจะทำผลงานได้ดีนะ”

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอล ไฮไลท์ฟุตบอล นักฟุตบอลคนอื่นๆ เพิ่มเติม ให้กดไปที่ลิ้งค์นี้ได้เลยนะจ๊ะ Khaosodball

เว็บไซต์เรามีวิดีโอสำหรับสุดยอดผู้จัดการทีม เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แนะนำด้วยนะ รู้ยัง! กดเบาๆ นะจ๊ะ